าะอยู่บนขนตาเขาปรากฏให้เห็นเลือนราง ก่อนจะสลายไปจากการเคลื่อนขยับดวงตาเล็กน้อย “รูปแบบและขนาดของตัวอักษรตรงกับที่แกะสลักบนหยกหรูอี้จากชิงไห่เมื่อหลายวันก่อนไม่มีผิดเพี้ยน”
น้ำเสียงไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก เย็นชามากเป็นพิเศษ
เขาต้องพยายามหักห้ามใจตนเองอย่างเต็มที่ถึงจะไม่มองไปด้านหลัง และแม้จะไม่แสดงปฏิกิริยาต่อสายตาที่ห่างเหินมานานนั้นสำเร็จทว่าก็ยังมีปมที่ยังไม่อาจแก้ได้อยู่ในใจ ‘บัดนี้นางไม่ใช่แม้แต่ฮองเฮา เหตุใดถึงมาเกี่ยวพันกับคดีนี้ได้เล่า?’
เฉินอิ๋งกล่าว “เช่นนั้นหากของชิ้นนี้อยู่ที่ผู้ใดผู้นั้นก็เกี่ยวข้องกับกบฏแล้วสินะ?”
จางเจอมองเฉินอิ๋งแวบหนึ่ง รู้แจ่มแจ้งว่าอีกฝั่ายเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ มิหนำซ้ำยังเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่ คราวนี้คงไม่อยากคิดจะมีส่วนร่วมกับเรื่องราวอันยุ่งเหยิงเป็นแน่แท้ทว่าเขาก็ไม่ได้เอ่ยปากเปิดโปงเช่นกัน เพียงเอ่ยว่า “ก็ไม่แน่”เซียวไทเฮาเลิกคิ้ว “ก็ไม่แน่?”
เฉินอิ๋งไม่ส่งเสียงอะไรอีก
จางเจอตอบกลับอย่างสงบนิ่ง ทั้งไม่ต่ำต้อยและไม่เย่อหยิ่ง “เดิมทีเรื่องที่เกี่ยวพันถึงกลุ่มกบฏก็สลับซับซ้อนวุ่นวายอยู่แล้ว กฎหมายบัญญัติเอาไว้ ไร้หลักฐานถือว่าไร้ความผิด เพียงกระดาษแผ่นนี้เพียงแผ่นเดียวยังไม่อาจตัดสินโทษ ยังต้องสืบต้นสายปลายเหตุให้ชัดเจนถึงจะมีคำตัดสินได้พ่ะย่ะค่ะ”
เซียวไทเฮาพลันรู้สึกได้ทันทีว่าคนผู้นี้ต่างจากขุนนางในราชสำนักคนอื่น ท่าทางในการพูดจาช่าง