ื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ขึ้น
แต่เจียงเสวี่ยหนิงพูดถูกต้อง
นางไม่ใช่นางกำนัลหรือขันทีที่ไร้คนหนุนหลังแต่เป็นบุตรีของรองเสนาบดี
หากนางเป็นพวกกบฏ เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดกัน จับตัวโยนเข้ากรมราชทัณฑ์หลวงก็โยนเข้าไปเถอะ แต่หากเบื้องหลังเป็นเรื่องปรปักษ์ระหว่างคนใหญ่คนโตขึ้นมาเล่า การที่เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงจับตัวเจียงเสวี่ยหนิงไปเช่นนี้ หากเกิดอะไรขึ้นมา เหล่าคนใหญ่คนโตเบื้องสูงย่อมไม่มีทางเป็นอะไรหรอก คนที่ต้องเป็นแพะรับบาปก็มีแต่เขา
วังเฉวียนไม่โง่เช่นกัน เพียงใช้สมองก็บังเกิดความคิดทันที เขาหรี่ตา มองเจียงเสวี่ยหนิงราวกับอสรพิษ “ได้! ข้าทำงานถวายไทเฮามานานหลายปีขนาดนี้ เป็นครั้งแรกที่เห็นคนแข็งกร้าวเช่นคุณหนูรองเจียง! ท่านบอกว่าไม่ยอมไปกรมราชทัณฑ์หลวง และคิดว่าข้าไม่มีคุณสมบัติจะจัดการท่าน เช่นนั้นข้าคงต้องผิดต่อท่านแล้ว”
เขาโบกมือ สั่งให้คนปล่อยตัวเจียงเสวี่ยหนิง
เจียงเสวี่ยหนิงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
วังเฉวียนกวักมืออีกครั้ง เรียกตัวขันทีน้อยด้านข้างมาแล้วพูดว่า “ไป ไปกราบทูลที่ตำหนักฉือหนิง แจ้งว่าค้นพบหลักฐานของกบฏเป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่ แต่กลับดื้อด้านขัดขืน ไม่ยอมถูกคุมตัวไปยังกรมราชทัณฑ์หลวง ขอไทเฮาตัดสินพระทัยด้วย”
ขันทีน้อยรับคำสั่งแล้ววิ่งจากไปด้วยความรีบร้อน
วังเฉวียนยิ้มแฝงความนัยลึกซึ้ง เดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ทางซ้ายมือ กวาดตามองเหล่าพระสหายร่วมศึกษาซึ่งหน