ุดท้ายอยู่ดีอดเปล่งเสียงเรียกตอนเสิ่นจื่ออีเดินผ่านมาไม่ได้“องค์หญิงใหญ่เพคะ…”
เสิ่นจื่ออีเดินเข้ามากุมมือนาง พูดเน้นย้ำด้วยความจริงใจ “เซี่ยเซียนเซิงเป็นคนดีมาก เจ้าต้องพยายามเข้านะ”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
เสิ่นจื่ออียังผงกศีรษะพร้อมบีบมือให้กำลังใจนางด้วย จากนั้นถึงเดินออกไปจากตำหนัก
นางแอบสิ้นหวัง
ไปกันหมดแล้ว
เหล่านางกำนัลที่คอยปรนนิบัติรับใช้ต่างแยกย้ายกันไปกว่าครึ่งเช่นกัน
แสงตะวันจากภายนอกส่องกระทบกระดาษกรุหน้าต่างจนเปล่งประกายสีขาว
เซี่ยเวยนำเอ๋อเหมยของเขาบรรจุลงถุงห่อพิณ อุ้มทแยงอยู่กลางอกพร้อมเดินลงมาจากตำหนัก เพียงมองนางแวบหนึ่งแล้วกล่าวว่า“ตามมา”
เจียงเสวี่ยหนิงร้องโอดครวญในใจ ยกเท้าตั้งท่าจะเดินตามไปคิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะก้าวไปได้ก้าวเดียว เซี่ยเวยก็หยุดฝีเท้า
เขาเคลื่อนสายตาลงต่ำ แสงครึ่งหนึ่งบริเวณประตูทางเข้าตำหนักสาดส่องดวงตาและขนตาของเขา นั่นยิ่งทำให้ส่วนลึกของแววตาดูดำมืดเขาเอ่ยเตือนนางคำหนึ่งว่า “พิณ”
เจียงเสวี่ยหนิงถึงรู้สึกตัว หันร่างกายกลับไปอุ้มเจียวอันที่วันนี้ไม่ได้แตะต้องอีกเลยคันนั้นมาอย่างระมัดระวัง
เซี่ยเวยสาวเท้ามุ่งตรงไปยังตำหนักข้าง
อย่างไรเสียเขาก็ต่างจากอาจารย์คนอื่นอยู่บ้าง มิหนำซ้ำหลายปีที่ผ่านมายังเป็นผู้กำกับดูแลการบรรยายประจำวันภายในวังหลวง การกลับเข้าวังหนนี้จึงมีการแบ่งตำหนักข้างของตำหนักเฟิงเฉินมาให้เขาใช้พักผ่อนโดยเฉพาะ
เจียงเสวี่ยหนิงยิ่งเข้า