ใกล้ตำหนักข้าง หนังตาก็ยิ่งกระตุก
เมื่อถึงประตูตำหนักข้าง มีขันทีน้อยผู้หนึ่งยืนพิงประตูหน้ามุขเพื่อคอยปรนนิบัติรับใช้ ครั้นเห็นเซี่ยเวยเดินเข้ามาก็รีบยืนตัวตรง สืบเท้าเข้าหาด้วยใบหน้าเปือนยิ้ม “ท่านรองราชครูลำบากแล้ว นี่เลิกสอนแล้วใช่หรือไม่ขอรับ? สำนักพระราชวังมีชาสารทฤดูที่มณฑลฝูเจี้ยนส่งมาให้ก่อนหน้านี้ จะให้บ่าวชงให้หรือไม่ขอรับ?”เซี่ยเวยพูด “อืม” เรียบ ๆ คำหนึ่ง
ขันทีผู้นั้นกำลังจะไปชงชาที่ห้องชงชาซึ่งอยู่ติดกัน เพียงแต่ตอนถอยออกไปก็อดมองเจียงเสวี่ยหนิงด้วยความประหลาดใจไม่ได้ คล้ายกำลังแปลกใจว่าเหตุใดท่านรองราชครูถึงพาสตรีนางหนึ่งมาที่นี่ด้วย
เซี่ยเวยเข้าไปในตำหนักข้าง
เจียงเสวี่ยหนิงกลับรั้งฝีเท้าอยู่นอกประตูตำหนัก ไม่กล้าย่างเท้าเข้าไป ราวกับข้างในคือถ้ำเสือบึงมังกรอย่างไรอย่างนั้น
เซี่ยเวยพูดโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมามอง “เข้ามา”
เจียงเสวี่ยหนิงประเมินสถานการณ์ในใจ คิดว่าชั่วดีอย่างไรตอนนี้ก็อยู่ในวังหลวง ต่อให้เซี่ยเวยมีความเก่งกล้าสามารถในทางลับอีกสักเพียงใด แต่ก็ไม่ถึงขั้นฆ่าคนปิดปากกลางวันแสกๆ แน่ จึงเดินเข้าไป
อากาศอันอบอุ่นและอ่อนโยนพุ่งปะทะใบหน้าทันที
นางอดตะลึงงันไม่ได้
ตำหนักข้างมีขนาดเล็กกว่าตำหนักหลักไม่น้อย โครงสร้างก็ไม่ได้กว้างขวางมากนัก แต่นอกจากประตูบานนั้นและหน้าต่างทิศตะวันออกที่เปิดออก ประตูหน้าต่างบริเวณอื่นล้วนปิดสนิททั้งยังตั้งเตาผิงซึ่งเผาถ่านจนกลา