โต๊ะพิณค่อนข้างหนักแต่เซี่ยเวยใช้แค่ปลายเท้าก็เกี่ยวมันขึ้นมาได้แล้ว จากนั้นจึงวางเจียวอันในมือกลับลงไปอย่างเรียบร้อย คราวนี้ถึงค่อยหันมามองเจียงเสวี่ยหนิง คล้ายกำลังขบคิดว่าจะประคองนางขึ้นมาดีหรือไม่
เจียงเสวี่ยหนิงไหนเลยจะกล้าให้เขาประคอง
นางล้มไม่นับว่ารุนแรงและไม่นับว่าเจ็บมากพอเห็นเซี่ยเวยวางพิณก็กุลีกุจอใช้มือยันพรมขนสัตว์หนาลุกขึ้นมาพร้อมเอ่ยว่า “เป็นเสวี่ยหนิงที่ประมาท โชคดีที่พิณไม่เป็นอะไร”
เซี่ยเวยมองนางพลางผงกศีรษะ “ใช่”เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ยังจะตอบว่า ‘ใช่’ อีก!
แม้ว่าการล้มจะเป็นความผิดของนางเอง ตามเหตุผลแล้วไม่อาจตำหนิเซี่ยเวย แต่เมื่อต้องประสบความอับอายขายหน้าใหญ่โตเสียขนาดนี้นางก็อดฉุนไม่ได้ แอบคิดไปถึงเรื่องเหตุผลที่จางเจอไม่ได้แต่งงานในชาติก่อน นั่นเป็นเพราะถูกเหยาซีทำลายชื่อเสียง อีกทั้งเพราะโชคร้ายต้องมาเจอนาง ส่วนเซี่ยเวยชาติก่อนก็ไม่มีครอบครัวเช่นกัน นอกจากสาเหตุที่ว่าเขามัวแต่ดื่มด่ำกับการศึกษาพระธรรมแล้ว เกรงว่าคงเป็นเพราะนิสัยที่ทำให้คนหงุดหงิดโมโหนี้กระมัง!
ไม่รู้ว่าเซี่ยเวยดูออกหรือไม่ว่านางกำลังไม่พอใจ เขาเพียงชี้พิณแล้วพูดว่า “ดีดพิณต้องสงบจิตใจ ห้ามคิดฟุั้งซ่าน เดิมทียามเจ้าเผชิญเหตุการณ์ต่าง ๆ ล้วนทำตัวหนักแน่น ทว่าวันนี้กลับไม่เป็นดังเคย ยิ่งเจ้าอยากจะทำให้ดีก็กลายเป็นยิ่งทำได้ไม่ดี อย่างที่กล่าวกันว่า ‘ยิ่งเร่งยิ่งไม่สำเร็จ’ ดังนั้นวันนี้จะไม่สอนเจ้