ไม่ต่างอะไรจากท่อนไม้
ช่วงที่เรียนพิณในชาติก่อนถูกทรมานจนแทบจะร่ำไห้
โชคดีที่ต่อมาหนีเรียนจนติดเป็นนิสัย และไม่มีผู้ใดถือสาหาความนางด้วย
พิณที่เจียงเสวี่ยหนิงรู้จักมีจำนวนไม่มาก ของเซี่ยเวยคันนี้ถือเป็นหนึ่งในนั้น
นั่นเป็นวันหลังจากหิมะตก กระเบื้องและกำแพงวังหลวงปกคลุมด้วยหิมะสีเงิน นางและจางเจอเดินผ่านเส้นทางสายยาวนอกตำหนักคุนหนิง ได้ยินเสียงพิณแผ่วเบาแว่วมาจากตำหนักข้างของตำหนักเฟิงเฉินที่อยู่ไกล ๆ
นางจึงรั้งฝีเท้า
แต่ผ่านไปเพียงครู่เดียวเสียงพิณนั้นก็หยุด
ไม่นานนักเซี่ยเวยก็อุ้มพิณออกมาจากตำหนักข้าง เดินผ่านเส้นทางเบื้องหน้าพวกนาง เมื่อหันศีรษะมาก็เห็นนางยืนอยู่กับจางเจอ เขามองนางแวบหนึ่ง จากนั้นก็มองจางเจออีกแวบ ไม่ได้กล่าวอะไร เดินไปยังตำหนักเฉียนชิงโดยไม่สนใจผู้ใดทั้งสิ้น
จางเจอบอกว่าพิณคันนั้นมีนามว่าเอ๋อเหมย
เจียงเสวี่ยหนิงถามเขาด้วยความสงสัยว่า ชื่อมาจากที่ใดจางเจอตอบว่าไม่ทราบ
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า “หิมะเกลื่อนเขาเอ๋อเหมยสุดสายตา ก้อนน้ำแข็งดุจภาชนะรองรับผืนน้ำใหญ่[3]?”
จางเจอยังคงส่ายศีรษะ
จนต่อมาเซี่ยเวยเผาพิณก่อกบฏ เจียงเสวี่ยหนิงถึงนึกออกว่ายังมีบทกวีที่มีคนรู้น้อยมากอยู่บทหนึ่ง ‘ครั้นสร้างชื่อลือเลื่องทั้งตี้ตู[4]ยามหวนคืนร่วมเคียงคู่ชมจันทราแห่งเอ๋อเหมย[5]..’
——————–1. เอ๋อเหมย เป็นหนึ่งในสี่ขุนเขาใหญ่ที่เป็นรากฐานของพุทธศาสนาในจีน ทั้งสี่ขุนเขาประกอบ