ึงตัวออกมายังคงสับสนงุนงง นางเอ่ยถามอึ้ง ๆ “นี่มันเกิดเรื่องอะไรกันน่ะ?”
เซียวซูหลุบตาไม่เอ่ยวาจา
เสิ่นจื่ออีช้อนดวงตาก็มองเห็นเจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ตรงชายขอบของกลุ่มคน จึงเดินเข้าไปหาแล้วถามด้วยความห่วงใย “หนิงหนิง เจ้าไม่เป็นอะไรนะ ไฉนหน้าซีดแบบนี้เล่า?”
เจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงเจิ้งเปั่าซึ่งก่อนหน้านี้ยังคงคุกเข่าอยู่ตรงประตูตำหนักคุนหนิงขึ้นมาได้ขณะใช้ความคิดดวงตาก็สว่างวาบนิด ๆ คิดในใจว่า ‘นอกจากวิธีนี้ก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว’ ทำให้นางต้องฝืนเค้นรอยยิ้ม แม้สีหน้าจะฉายความหวาดกลัวและตื่นตกใจอยู่บ้าง ตอบเสียงเบากลับไปว่า“หม่อมฉันตกใจเล็กน้อยเพคะ”
อันที่จริงเสิ่นจื่ออีก็ตกใจเช่นกัน
แต่นางคิดว่าตนเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ เป็นผู้ที่เคยรับปากว่าจะดูแลเจียงเสวี่ยหนิง จึงแสดงท่าทีว่านี่คือเหตุการณ์เล็กน้อยซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว เสิ่นจื่ออีจับมือเจียงเสวี่ยหนิงพูดว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ยังมีเปินกงจู่อยู่ด้วยไม่ใช่หรือ?”
ฝั่ามือนางประคองนิ้วมือเรียวยาวของเจียงเสวี่ยหนิงเอาไว้ สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบบริเวณปลายนิ้วของอีกฝั่าย
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงมองนางโดยไม่เอ่ยวาจาแต่แพขนตายาวกลับกระเพื่อมไหวเบา ๆ บนดวงตาคู่งามนั้น อ่อนไหวและเปราะบางประหนึ่งกวางน้อยต้องศรอันคมกริบล้มบนผืนหิมะ ส่วนนิ้วมือก็ยึดนิ้วของเสิ่นจื่ออีเอาไว้เช่นกัน
ภายในชั่วเสี้ยวอึดใจนี้เอง เสิ่นจื่ออีก็สัมผัสได้อย่างแรงกล้าว่าสห