ายผู้เคยมีรอยยิ้มอันสดใสและเจิดจ้า สหายผู้เคยแต่งแต้มกลีบดอกอิงเถาสีชมพูบริเวณหางตาที่ยืนอยู่ตรงหน้าผู้นี้ จำเป็นต้องมีนางและต้องการความช่วยเหลือจากนางอย่างเร่งด่วน
เดิมทีเมื่อออกมาจากตำหนักฉือหนิงแล้วก็ควรจะกลับที่พักของแต่ละคน
ตำหนักหมิงเฟิงที่เสิ่นจื่ออีพำนักตั้งอยู่คนละทางกับเรือนหยางจื่อ ทำให้เมื่อถึงหน้าประตูตำหนักฉือหนิงจะต้องเดินแยกย้ายไปคนละทาง
ทว่าขณะนี้นางรู้สึกว่าตนไม่อาจจากไปทั้งอย่างนี้ได้
เสิ่นจื่ออีพลิกมือกลับไปกุมมือเจียงเสวี่ยหนิงหยักยกมุมปาก ก่อนจะเผยรอยยิ้มเฉิดฉันราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จูงมืออีกฝั่ายเดินไปทางเรือนหยางจื่อ “เห็นว่าเจ้าเป็นคนขวัญอ่อน เปินกงจู่จะเดินกลับไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง”
พูดจบก็กล่าวกับคนอื่นว่า “ไปกันเถอะ”
ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงเดินตามการย่างก้าวของพวกนาง
ตลอดทางเสิ่นจื่ออีเล่าเรื่องราวสนุกสนานที่เกิดขึ้นในวังให้เจียงเสวี่ยหนิงฟัง ครั้นเล่าไปเล่ามา บางครั้งติดขัดยังต้องเรียกให้เซียวซูและเฉินซูอี๋มารับช่วงต่อด้วย
เซียวซูนั้นยังดี ไม่ได้แสดงพิรุธอะไรเลย
ทว่าเฉินซูอี๋กลับผูกความแค้นกับเจียงเสวี่ยหนิงไปแล้ว แต่เมื่อองค์หญิงใหญ่เล่อหยางเอ่ยปาก นางจึงไม่สะดวกจะปฏิเสธ ทำได้เพียงจำใจเล่าเรื่องขำขันให้เจียงเสวี่ยหนิงฟังด้วยใบหน้าอันแข็งทื่อที่เผยจากจิตใต้สำนึกเจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าหากเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตอันใด นางคงส่งเสียงหัว