่นนี้ได้เล่า?”
เหล่าพระสหายร่วมศึกษาเคยพบเสิ่นเจี้ยตั้งแต่การเข้าวังคราวก่อนแล้ว รู้สถานะของเขาดีเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาใกล้จึงค้อมกายคารวะ“ถวายพระพรหลินจืออ๋องเพคะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขาเดินเข้ามา จิตใจก็สงบลงไปกว่าครึ่ง
เมื่อคิดว่าชาติก่อนเป็นสามีภรรยาที่ทั้งใกล้ชิดทั้งห่างเหิน ยามนางตายในชาติก่อนก็พอฝืนนับได้ว่าร่วมตามเสด็จไปเมืองผีพร้อมเสิ่นเจี้ยแล้ว ชาตินี้หากขอแย่งชิงโอกาสและโชคชะตาของเขาสักครั้งจะนับเป็นอะไรได้ ให้ถือว่าเป็นเงินค่าแรงและค่าชดใช้ชีวิตที่เสิ่นเจี้ยจ่ายให้ตนแล้วกันนะ
อย่างไรเสียเขาก็เป็นหลินจืออ๋อง เมื่อได้เป็นฮ่องเต้ในภายภาคหน้าย่อมไม่ขาดคนอย่างเจิ้งเปั่าไปสักคนอยู่แล้ว
แต่นางขาดแคลนมากเลยนี่นา
เมื่อคิดเช่นนี้ ความรู้สึกผิดบาปที่เจียงเสวี่ยหนิงแย่งชิงโอกาสและโชคชะตาของผู้อื่นก็มลายหายไปหลายส่วน รีบสรรหาถ้อยคำอย่างรวดเร็ว“ทูลหลินจืออ๋อง หม่อมฉันเพิ่งจะไปถวายพระพรไทเฮามา บารมีแห่งหงส์ยิ่งใหญ่นัก เนื่องจากยังไม่ได้สติถึงสะดุดขาตนเอง ขายหน้าพระองค์แล้วเพคะ”
เซียวซูมองนางอย่างสงบนิ่ง
เสิ่นจื่ออีช่วยประคองนางให้ลุกด้วยตนเองครั้นได้ยินนางพูดเช่นนี้ก็ทำปากยื่นเอ่ยกับเสิ่นเจี้ยว่า “เสด็จพี่ เมื่อครู่ท่านไม่อยู่ เสด็จแม่น่ากลัวยิ่งนัก”
แม้ว่าเสิ่นเจี้ยจะมีนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตนและเป็นมิตร แต่ก็ถือกำเนิดในวังหลวง ได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่ได้เห็นได้ยินเป็นประจำ เพียงได้ยินคำกล