าวกับผู้ที่อยู่เบื้องล่างว่า “ฮองเฮามีจิตเมตตามากที่สุด มิอาจทนให้ผู้ใดทนทุกข์ได้นางพูดแล้ว หากพวกเจ้ายังคุกเข่าอีกจะทำให้ข้ากลายเป็นคนใจไม้ไส้ระกำเสียเปล่า ๆ ลุกขึ้นเถอะ”“ขอบพระทัยไทเฮา ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะ”
ทุกคนเมื่อจับความหมายได้ต่างตื่นตระหนกเล็กน้อย หลังจากขอบพระทัยอย่างตัวสั่นงันงกแล้วก็ลุกขึ้นมาอีกครั้ง ยืนด้วยความสำรวมเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ด้านข้าง
เจียงเสวี่ยหนิงลอบมองเจิ้งฮองเฮาแวบหนึ่ง
ก็ถือเป็นผู้ที่น่าเวทนาสงสารเช่นกัน
หลังจากแต่งงานกับเสิ่นหลาง ได้เป็นฮองเฮาไม่ถึงสองปียังพอทำเนา ตอนเป็นฮองเฮายังถูกเซียวไทเฮากดหัว ปราศจากบารมีแม้แต่น้อย ครั้นเสิ่นหลางสวรรคตและเสิ่นเจี้ยขึ้นสืบราชบัลลังก์ เจิ้งฮองเฮาที่เป็นพี่สะใภ้คนนี้ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระมารดาหลวงย้ายไปประทับที่ตำหนักฉางหนิง ไร้บุตรและธิดา ใช้ชีวิตด้วยความอ้างว้างเดียวดาย
เสิ่นจื่ออีเห็นเจียงเสวี่ยหนิงยืนขึ้นมาก็ค่อยสบายใจ เบะปากพูดจาออดอ้อน “เสด็จแม่พระองค์ทรงชอบข่มขวัญผู้คนอยู่เรื่อยเชียวกลับไปแล้วพวกนางยังต้องเรียนและเล่นเป็นเพื่อนหม่อมฉันอยู่นะเพคะ แต่ละคนล้วนขวัญอ่อน หากพระองค์ทรงทำให้พวกนางตกใจจนล้มปั่วยขึ้นมา แล้วผู้ใดจะอยู่เล่นกับหม่อมฉันกัน?”
เซียวไทเฮาอับจนปัญญา “เพียงพลั้งเผลอลืมเรียกให้พวกนางลุกก็เท่านั้นเอง เหตุใดถึงกลายเป็นข่มขวัญไปได้เล่า?”
เสิ่นจื่ออีแค่นเสียงเบา ๆ “หม่อมฉันยังไม่รู้จักเสด็จแม่อี