กหรือเพคะ?”
เซียวไทเฮาหัวเราะ ทอดสายตากลับไปอีกครั้งเหมือนนึกเรื่องอะไรได้กะทันหัน เอ่ยปากขึ้นมาว่า “จำได้ว่าหัวหน้ากองซูเคยบอกเอาไว้ในบรรดาสหายร่วมศึกษาที่มาใหม่มีอยู่คนหนึ่งทำให้เจ้าชื่นชอบมาก ชื่อว่าเจียงเสวี่ยหนิงใช่หรือไม่? ก้าวออกมาให้ข้าดูหน่อยสิ”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินครึ่งประโยคแรกก็ใจเต้นกระตุก กลายเป็นว่าพอมาถึงครึ่งหลังก็เป็นชื่อนางจริง ๆ ถึงแม้จะไม่ยินยอมพร้อมใจเปิดเผยตนเองต่อหน้านางมารเฒ่ามากเพียงใด แต่นางก็จำต้องก้าวออกมาอยู่ดี คารวะด้วยด้วยท่าทางว่านอนสอนง่ายอีกครา “หม่อมฉันเจียงเสวี่ยหนิงถวายพระพรไทเฮาเพคะ”
เซียวไทเฮามองสำรวจนาง
เพียงแต่มองไปมองมาหัวคิ้วก็ขมวด “งามฉูดฉาดเกินไป ท่าทางเหลาะแหละ กิริยาไม่สง่างาม”
“…”ภายในใจเจียงเสวี่ยหนิงยามนี้มีเพียงความคิดเดียว ‘เซี่ยเวยรีบก่อกบฏเร็วเข้า จับนางมารเฒ่าคนนี้มาเฉือนเนื้อปั้อนให้สุนัขกินเสีย!’
‘เปินกงเกิดมาก็มีหน้าตางดงามเช่นนี้อยู่แล้วหรอก’
‘ข้าไปกินข้าวบ้านเจ้ามาหรือไร!’
ทว่าทำได้แค่คิดในใจเช่นนี้ ไม่กล้าพูดออกมา
ถึงอย่างไรชีวิตน้อย ๆ ของนางก็สำคัญกว่า
นางรู้นิสัยใจคอของเซียวไทเฮาดี ไม่อาจขัดคอคนผู้นี้ได้ มิเช่นนั้นภายภาคหน้าต้องเจอดีเป็นแน่แท้ จึงข่มความไม่สบอารมณ์ชั่วคราว ลดสายตาต่ำพร้อมเอ่ยว่า “ดวงชะตาของหม่อมฉันประสบคราเคราะห์ในวัยเยาว์ ด้วยเหตุนี้บุพการีจึงส่งหม่อมฉันไปเลี้ยงดูอย่างอัตคัดจนเติบใหญ่ที่บ้านไร่ เพิ่