ันตามกฎมณเฑียรบาล วันแรกที่พระสหายร่วมศึกษาเข้าวังสมควรไปถวายพระพรไทเฮาและฮองเฮา เพียงแต่การเข้าวังครั้งก่อนค่อนข้างฉุกละหุกเกินไปจึงมิได้มีผู้ใดบังคับร้องขอ ส่วนการเข้าวังครั้งนี้ก็เป็นช่วงเย็นของเมื่อวาน และวันรุ่งขึ้นยังต้องไปตำหนักเฟิงเฉินแต่เช้าตรู่อีก ดังนั้นการถวายพระพรจึงเลื่อนมาจนถึงบ่ายวันนี้
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงล้างหน้าล้างตาและทำผมภายในห้องของตนเรียบร้อยก็เดินเข้าไปในห้องโถง ส่วนคนอื่นก็ทยอยออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันเพียงแต่เนื่องจากถ้อยคำที่นางกล่าวอย่างไม่เกรงอกเกรงใจต่อเฉินซูอี๋สองประโยคนั้น ทำให้แววตายามแต่ละคนมองนางออกจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง และไม่มีผู้ใดเดินเข้ามาเป็นฝั่ายเริ่มการสนทนากับนางอีกด้วย
มีเพียงฟางเมี่ยวซึ่งฉวยโอกาสขณะผู้อื่นมองไม่เห็นยักคิ้วหลิ่วตาให้
โหยวเย่ว์ลากเหยาซีไปสนทนากับผู้อื่น ไม่ปล่อยโอกาสให้ใครสนทนากับเจียงเสวี่ยหนิงแสดงท่าทีให้เห็นชัดเจนว่าจงใจกีดกัน เมื่อเฉินซูอี๋เดินออกมาหลังจากแต่งตัวเสร็จก็ยิ่งทำหน้าปันปึงใส่ ถึงแม้จะไม่ได้เอ่ยปากพูด แต่ท่าทางมีอคติก็แสดงออกมาชัดเจนยิ่ง
แม้แต่นางกำนัลที่มาเชิญพวกนางไปถวายพระพรยังสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันผิดแผก ไม่ค่อยกล้าเงยศีรษะมองพวกนาง เอ่ยวาจาเสียงแผ่วเบา “สองวันนี้ไทเฮาทรงพระประชวรจากอากาศเย็น ขณะนี้ฮองเฮากำลังถวายการปรนนิบัติอยู่ที่ตำหนักฉือหนิง ดังนั้นตรงไปถวายพระพรที่ตำหนักฉือหนิงได้เลยเจ้าค่ะ จะประ