ตรีนางหนึ่งยังใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระเสรีตามอำเภอใจได้ เมื่อสืบสาวราวเรื่องจนถึงที่สุดแล้วก็เป็นเพราะสภาพแวดล้อมในการดำเนินชีวิตในอดีตของนางแตกต่างจากสังคมในสมัยราชวงศ์ ต้าเฉียน แล้วเฉินซูอี๋อาศัยอะไรถึงบอกว่าสตรีไม่อาจเรียนรู้อาศัยอะไรถึงบอกว่าการวิพากษ์การเมืองและการปกครองเป็นสิ่งที่บุรุษต้องเรียน แต่หากสตรีนำความรู้ด้านการปกครองมาใช้งานจะทำให้หยินหยางสับสน ผิดต่อจรรยา พูดจาเหลวไหลทั้งเพ
เจียงเสวี่ยหนิงช้อนดวงตาขึ้นเล็กน้อย แสงตะวันขับให้ปลายคางเรียวเกิดเป็นเส้นสายอันงดงาม ทว่าท่วงท่ากิริยากลับเพิ่มความดูแคลนที่ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตายิ่งกว่ายามปกติ นางแค่นเสียงหัวเราะขึ้นจมูกคราหนึ่งก่อนพูดว่า “ถ้าเจ้าแน่จริงก็อย่าเข้าเรียนวิชาของเซี่ยเซียนเซิงสิไม่ได้มัดขาเจ้าเอาไว้เสียหน่อย มาแสร้งทำตัวสูงส่งอะไรกันเล่า!”
เฉินซูอี๋ลุกพรวดทันที “เจ้า…”
เจียงเสวี่ยหนิงประชันฝีปากกับนางเสร็จก็ชักเท้าเดินจากไป คร้านจะเหลือบแลแม้แต่แวบเดียว เพียงส่งเสียงพึมพำคล้ายมีคล้ายไม่มีหลังจากนางเดินผ่านไปแล้วให้ต้องโสตของทุกคน“องค์หญิงใหญ่ยังไม่เห็นมีรับสั่งอะไรเลย แล้วเจ้านับเป็นตัวอะไรกัน…”
ทุกคนแอบมองเฉินซูอี๋
‘งานเลี้ยงสนทนาจิบน้ำชา’ ที่ลอบวิพากษ์วิจารณ์เจียงเสวี่ยหนิงลับหลังหยุดลั่นกลองรบไปเช่นนี้โดยไม่รู้ตัว และไม่รู้ผู้ใดเอ่ยขึ้นมาว่า “ยามบ่ายยังต้องไปถวายพระพรไทเฮากับฮองเฮาพร้อมองค์หญิงใหญ่อีก ขอกลับ