่างไร?”
ฟางเมี่ยวกลั้นหัวเราะหวิดจะขาดใจตาย
ตั้งแต่เฉินซูอี๋ไปจนถึงเหยาซีและกระทั่งโหยวเย่ว์ ทุกคนล้วนมีสีหน้ายากจะบรรยาย ราวกับกินแมลงวันเป็น ๆ ไปหนึ่งตัว
ยามเจียงเสวี่ยหนิงเดินกลับมาอย่างไม่เร็วไม่ช้าจากภายนอก สิ่งที่นางเห็นก็คือภาพอันสงบเงียบเช่นนี้ ทุกคนไม่เอื้อนเอ่ยวาจา พอได้ยินเสียงฝีเท้าถึงหันหน้ากลับมามองนาง
ฟางเมี่ยวนั่งตรงหัวมุม แอบชูนิ้วโปั้งให้นางเงียบ ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงงุนงงจริง ๆ
เพียงแต่นางเดาออกว่าวันนี้ตนผิดใจกับคนจำนวนไม่น้อย หรืออาจจะบอกว่าต่อให้ไม่ได้ผิดใจกับใคร แต่คนอื่นย่อมต้องหวาดระแวงจนถึงขั้นริษยาความเอาใจใส่ที่องค์หญิงใหญ่ทรงมีต่อนางอยู่ดี
จิตใจของนางจึงกลับมาสงบนางยังยิ้มขณะที่เดินผ่านประตูอีกด้วย “ทุกท่านค่อย ๆ คุยกันไปนะ ข้าขอตัวกลับห้องก่อน”
เฉินซูอี๋หัวเราะเย้ยหยันทีหนึ่ง “หากข้าเป็นคุณหนูรองเจียง พูดจาไร้ศักดิ์ศรีต่อหน้าธารกำนัลเช่นนั้น เกรงว่าคงอับอายจนไม่อาจเจอหน้าผู้คนแล้ว แต่ไม่ยักรู้ว่าคุณหนูรองเจียงจะหน้าหนา ยังมีหน้ากลับมาอย่างไม่ทุกข์ร้อนเช่นนี้ได้”
‘พูดจาไร้ศักดิ์ศรี?’
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจว่าคนอย่างเจ้าเฉินซูอี๋เมื่อเทียบกับเซี่ยเวยแล้วจะนับเป็นตัวอะไรได้ระหว่างให้ผิดใจกับเจ้าหรือให้ผิดใจกับเซี่ยเวยข้าย่อมเลือกแบบแรกอยู่แล้ว ไม่ใช่คนโง่เสียหน่อยนี่นา!
มิหนำซ้ำเจียงเสวี่ยหนิงไม่ชอบคำพูดประโยคนั้นของเฉินซูอี๋จริง ๆ
ชาติก่อนโหยวฟางอิ๋นที่เป็นส