ันไปวูบหนึ่ง นางเป็นฝั่ายโค้งคารวะเซี่ยเวยก่อน “คารวะเซียนเซิง ขอแสดงการคารวะเซียนเซิงทั้งหลายเจ้าค่ะ”ยามนี้ผู้อื่นถึงเพิ่งรู้สึกตัวและแสดงการคารวะบ้าง
เจียงเสวี่ยหนิงพลันผุดลุกจากที่นั่ง คารวะเซี่ยเวยเช่นกัน “คารวะเซี่ยเซียนเซิงเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยละสายตา เพียงมองเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งก้มหน้างุดอีกรอบ ก่อนจะเดินเข้ามาจากนอกตำหนักผ่านข้างกายนาง สุดท้ายก็ยืนกึ่งกลางเบื้องหน้าตำหนักพร้อมเอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “ไม่มีผู้ใดมาสาย ดีมาก ไม่ต้องมากพิธี นั่งลงเถอะ”
ต่างคนต่างนั่งตามที่บอก จากนั้นถึงค่อยกล้ามองเขา
เซี่ยเวยยังคงสวมชุดนักพรตสีครามหม่นดังเดิม เกล้าผมด้วยปินสีคราม เสื้อคลุมหลวมกว้าง บริเวณแขนเสื้อยังคงเปียกชื้นไอหมอกจากความหนาวเย็นเล็กน้อยของช่วงปลายฤดูสารทต้นฤดูเหมันต์ด้านนอก ดูสูงสง่าเหนือสิ่งใดบนโลก ราวกับผู้ถือสันโดษที่เร้นกายกลางขุนเขา
แต่เขาไม่ได้มาตามลำพัง
ยามนี้ขบวนคนที่ตามเขาเข้ามาในตำหนักยังมีเซียนเซิงสี่ท่านที่ได้รับการคัดเลือกมาจากสภาฮั่นหลินด้วย
สามในนั้นคือเซียนเซิงผู้อาวุโสที่มาตำหนักเฟิงเฉินเพื่อทดสอบความรู้พร้อมเซี่ยเวยครั้งก่อน ส่วนอีกคนเพิ่งพบเป็นครั้งแรก อายุราวสี่สิบกว่าปี ใบหน้าเคร่งขรึม ไม่พูดไม่ยิ้มแย้ม คิดว่าคงเป็นเซียนเซิงที่ถูกคัดเลือกเข้ามาภายหลัง
เจียงเสวี่ยหนิงมองแวบเดียวก็จดจำสามคนแรกได้
อย่างไรเสียก็เพิ่งผ่านไปแค่ไม่กี่วันเท่านั้น
นางยังจดจำท่าทางขอไปที