“เยี่ยมไปเลย ข้าก็คิดเช่นนี้!” เหยาซีได้ฟังคำกล่าวเช่นนี้ของเจียงเสวี่ยหนิงก็เหมือนได้น้ำทิพย์ชโลมใจ ไม่อาจสะกดกลั้นรอยยิ้มบนริมฝีปากได้ขยายกว้างประหนึ่งน้ำแข็งกำลังละลาย ก่อนจะพูดขึ้นมาอีกว่า “กลับไปแล้วข้าจะเขียนจดหมายหาท่านพ่อ คิดว่าถึงแม้จางเจอจะเป็นฝั่ายขอถอนหมั้น แต่มิใช่ว่าจะไม่ยินยอมสู่ขอข้า เขาคงเพียงกลัวว่าหากแต่งงานไปแล้วจะทำให้ข้าลำบาก แต่หากข้ายินดี เช่นนั้นเขาต้องปราศจากความกังวลใด ๆ อีกแน่ เช่นนี้ เช่นนี้…”
เช่นนี้งานวิวาห์ก็ลุล่วง
ตระกูลเหยาสูงส่งถึงเพียงนี้ นางมองดูตัวเองก็มั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นรูปโฉมหรือการอบรมสั่งสอนล้วนถือว่าเป็นอันดับต้น ๆ ในเมืองหลวง คิดว่าจางเจอจะมีเหตุผลมาปฏิเสธนางได้อย่างไรกันเล่า
ทว่าคำพูดเช่นนี้ยากนักจะให้สตรีเอ่ยปากนางอึกอักอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังไม่อาจเอื้อนเอ่ย
แต่เจียงเสวี่ยหนิงฟังเข้าใจ
เส้นทางที่เหลือต่อจากนั้นเหยาซีเดินเคียงข้างนางตลอด ประหนึ่งเปลี่ยนความเป็นอริที่มีต่อนางอยากเป็นสหายกับนางแล้ว อย่างไรเสียหากไม่ได้คำโน้มน้าวของเจียงเสวี่ยหนิง เหยาซีอาจยังไม่รู้ว่าจางเจอเป็นคนสูงส่งถึงเพียงนี้
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่อยากคบหากับเหยาซีอย่างลึกซึ้ง
ครั้นลองถามใจตนเองว่า นางชื่นชอบและยอมรับเหยาซีผู้นี้จริงหรือไม่
คำตอบคือไม่ใช่
นางไม่ยินดีจะให้การหมั้นหมายระหว่างคนผู้นี้กับจางเจอประสบความสำเร็จ
แต่จางเจอในตอนนี้ยังไม่รู้จักเหยาซี
ชาตินี้เ