ับเสิ่นเจี้ย ทั้งสองคนยามนี้จึงปราศจากความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ กอปรกับความหยิ่งทะนงในชาติตระกูลอันยิ่งใหญ่และสติปัญญาซึ่งไม่ด้อยไปกว่าบุรุษของเซียวซูแล้ว อีกฝั่ายก็ไม่ควรถึงขั้นเป็นฝั่ายเริ่มหาเรื่องก่อนถึงจะถูกสิ
หรือก็คือหากว่ากันตามเหตุผลแล้ว เซียวซูไม่มีทางมาหาเรื่องนาง
ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าเซียวซูทำไปโดยเจตนาหรือไม่เจตนาในตอนนี้ เจียงเสวี่ยหนิงทำได้เพียงคิดว่าคนผู้นี้คงไม่ได้เจตนา นางจึงไม่ได้สำแดงฤทธิ์เดช เพียงยิ้มโดยเห็นเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปเท่านั้น “แม้ ‘เจียวอัน’ จะดี แต่หากอยู่ท่ามกลางหมู่มวลพิณอันเลื่องชื่อในใต้หล้า เกรงว่าคงเป็นแค่ชนชั้นปลายแถวเท่านั้นถึงคุณหนูใหญ่เซียวจะพลาดคันนี้ไป แต่คิดว่าคงตามหาคันที่มีคุณภาพดีกว่านี้ได้อย่างง่ายดายกระมัง?”
เซียวซูหัวเราะ ทว่าไม่ตอบคำ และยิ่งไม่อธิบายอะไรอีกด้วย เพียงเรียกนางกำนัลที่อุ้มพิณอยู่ด้านข้างให้เดินตามตนเองและมุ่งหน้าไปทางตำหนักเฟิงเฉินต่อ
สายตาของทุกคนอดเคลื่อนไปอยู่บนพิณของเจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้
ทว่าไม่มีผู้ใดรู้ที่มาของพิณคันนั้น จึงทำได้แค่คาดเดาจากถุงห่อพิณและหยกเหอเถียนที่ห้อยประดับอยู่ว่าพิณคันนั้นย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
บัดนี้ท้องฟั้ายังไม่ถึงยามสว่างโร่
คณะมีทั้งหมดแปดคน ต่างเดินอยู่บนทางเดินภายในวังหลวงเลียบกำแพงวัง
โคมวังหลวง[1]ซึ่งจุดอยู่สองข้างทางสาดประกายแสงตรงจุดเชื่อมต่อของม่านราตรีสีฟั้าหม่นกับกำแพงว