ังเบื้องหน้าหาใช่สัตว์มงคลอย่างกิเลนไม่ แต่เป็นศีรษะอันมีใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาเบิกโพลงที่ไม่อาจหลับลงของโจวอิ๋นจือซึ่งถูกตะปูเหล็กสามเล่มตอกทะลุอย่างโหดเหี้ยม ตรึงอยู่เหนือศีรษะของทุกคน…
อาจเพราะล่วงเข้าปลายฤดูสารทต้นเหมันต์แล้ว สายลมที่พัดผ่านเส้นทางในวังหลวงจึงเย็นยะเยือกและวังเวงราวกับมีเสียงสะอื้นไห้อยู่หลายส่วน นางอดหนาวสะท้านไม่ได้ บ่าสั่นระริกทันที
เงาร่างที่เซี่ยเวยยืนถือเกาทัณฑ์อยู่บนกำแพงวังเก้าชั้นผุดล่องลอยให้เห็นราวกับฝันร้าย
ครึ่งปีนี้นางจะถอนตัวออกไปได้อย่างปลอดภัยจริงหรือ
——————-
ภายในเรือนหยางจื่อ ณ ยามนี้มีพระสหายร่วมศึกษาหลายคนมาถึงก่อนแล้ว กำลังหัวเราะพลางสนทนากันอยู่
“อ้าว ฟางเมี่ยวนี่นา ฟางเมี่ยว เจ้าเอาของอะไรไม่รู้มาตั้งเยอะแยะอีกแล้วนะ”“นี่เอาไว้ใช้เปลี่ยนโชคชะตา พวกท่านใช่ว่าจะไม่รู้เสียหน่อย ข้าคนนี้หัวสมองทึบเรียนหนังสือไม่เก่งสักเท่าไร หากไม่ใช่คุณหนูรองเจียงเดาข้อสอบก่อนหน้านี้ให้ ข้าไหนเลยจะได้รับคัดเลือกเป็นพระสหายร่วมศึกษาจริงไหม? คราวนี้ข้าจะวางชั้นวางพู่กันเปลี่ยนโชคชะตาอันนี้บนโต๊ะหนังสือ หวังเพียงว่าเซียนเซิงทั้งหลายจะไม่สุ่มเรียกให้ข้าลุกขึ้นมาอ่านตำราหรือตอบคำถามอะไรต่อมิอะไร อมิตาภพุทธ พระคุ้มครอง พระคุ้มครอง!”
“จะว่าไปมีใครรู้บ้างว่าคราวนี้ต้องเรียนอะไรกันแน่?”
“นอกจากเซี่ยเซียนเซิงจะเป็นผู้สอนพิณแล้วก็ไม่รู้เรื่องอื่นอีกเลย”“พี่หญิงเซียวนำต