าจากด้านนอก เท้าย่ำลงบนพื้นโดยแทบปราศจากเสียง จากนั้นจึงค้อมกายเอ่ยว่า “สะกดรอยตามจนพบคนแล้วขอรับ”
หลี่ว์เสี่ยนพลันกระปรี้กระเปร่า แววตาสาดประกาย รีบถามขึ้นมาว่า “นายจ้างเบื้องหลังโหยวฟางอิ๋นคือผู้ใด?”
คิดไม่ถึงว่าเตาฉินกลับไม่ตอบ
เขาเพียงเหลือบมองเซี่ยเวย แววตาฉายความลังเลเล็กน้อยอย่างยากจะพบเห็น
เซี่ยเวยพลันรู้สึกได้ว่าผู้ที่เตาฉินสะกดรอยตามจนพบอาจไม่ธรรมดาอยู่บ้าง “ลองว่ามา”
ดังนั้นเตาฉินจึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าน้อยจะย่อความให้กระชับ ทีแรกทำตามคำสั่งของเซียนเซิงจึงเพียงไปดูสถานการณ์ที่จวนชิงหย่วนปั๋อ รออยู่ข้างนอกตั้งครึ่งค่อนวัน นึกว่าวันนี้แม่นางโหยวผู้นั้นคงไม่ออกจากจวนแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่ากลางยามเฉิน[5]นางจะแอบออกมาจากจวนเงียบ ๆแต่งกายคล้ายบ่าวไพร่ภายในจวนและนำเงินติดตัวไปด้วย ก่อนอื่นนางไปร้านผ้าไหม ซื้อผ้าไหมหางโจวชั้นดีมาพับหนึ่ง เหมือนจะเป็นลายกระเรียนท่องเมฆา จากนั้นก็ไปซื้อพู่กันและจานฝนหมึกที่ร้านขายเครื่องเขียน มีพู่กันสองด้ามแต่เนื่องจากอยู่ไกลมากเกินไป ข้าน้อยเลยมองเห็นไม่ชัดว่าเป็นพู่กันอะไรกันแน่ ยังมี…”เซี่ยเวย “…”
หลี่ว์เสี่ยน “…”
เจี้ยนซูที่ยืนอยู่ด้านข้างกุมขมับ กระตุกแขนเสื้อเตาฉินเบา ๆ กดเสียงเบาเตือนสติ “ย่อความให้กระชับ”
“อ้อ”
เตาฉินถึงนึกได้ว่าโรคเก่าของตนเองกำเริบอีกแล้ว เขาจึงผงกศีรษะ ตัดสินใจรับคำชี้แนะเปลี่ยนวิธีการพูดให้กระชับมากขึ้น
——————–1. ซู แปลว