เจียงเสวี่ยฮุ่ยมองนางนิ่ง ใต้ดวงเนตรสีดำขลับคู่นั้นคล้ายแฝงการทอดถอนใจอยู่หลายส่วนผ่านไปเนิ่นนานถึงกล่าวว่า “เจ้ารอให้ข้าถามมาตลอดเลยใช่หรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน สั่งสาวใช้ภายในห้องทันที “เหมยเอ๋อร์ ยังไม่รีบไปยกน้ำชามาให้ข้าอีก? เรื่องมันยาว ต้องค่อย ๆ เล่า”
เหมยเอ๋อร์โมโหจนพูดไม่ออก
นึกไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยกลับเอ่ยขึ้นว่า “ไปยกมา”
เหมยเอ๋อร์พลันตกตะลึง ร้องออกมาทันควัน“คุณหนูใหญ่!”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยไม่แยแส
เหมยเอ๋อร์จึงสะกดกลั้นความฉุนเฉียว มองค้อนอย่างดุร้ายใส่เจียงเสวี่ยฮุ่ยคราหนึ่ง จากนั้นถึงหมุนกายออกไปยกน้ำชา
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะ “พี่หญิงช่างจิตใจดีเสียจริงนะ”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยเพียงตอบว่า “อาละวาดไปก็ทำให้เจ้าออกไปจากเรือนของข้าไม่ได้อยู่ดี เช่นนั้นไม่ว่าจะจิตใจดีหรือร้าย ก็ไม่มีอะไรแตกต่าง”สมกับเป็นถ้อยคำที่เจียงเสวี่ยฮุ่ยจะเอ่ยเสียจริง ๆ
ชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้
แม้ถูกเจียงเสวี่ยหนิงรังแก แต่ยังคงรักษาความสง่างามและใจกว้างเอาไว้ได้ ประหนึ่งไม่มีเรื่องใดที่ทำให้นางโกรธเกรี้ยวได้เลย ทว่ามนุษย์ใช้ชีวิตอยู่บนโลก หากไม่มีแม้แต่โทสะ เช่นนั้นก็ไม่เหมือนมนุษย์ที่แท้จริงแล้ว
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินคำกล่าวของนาง ก็ทำเพียงเริ่มเดินเอ้อระเหยลอยชายภายในห้องไปดูเตียงปั๋าปูั้[1]ทำจากไม้จวี่[2]อันแสนประณีตงดงาม โต๊ะเครื่องแปั้งที่แกะสลักเป็นรูปเถาวัลย์พันเกี่ยวดอกบัว