ซึ่งผ่านการลงน้ำมันเคลือบเงารวมทั้งชุดกระโปรงที่เพิ่งจะรมเครื่องหอม…
ข้าวของเหล่านี้เจียงเสวี่ยหนิงก็มี
แต่สิ่งที่เจียงเสวี่ยฮุ่ยมีนั้นเป็นของที่เมิ่งซื่อมอบให้ ส่วนสิ่งที่นางมีกลับเป็นสิ่งที่แย่งชิงมาด้วยตนเอง
“เจ้าไม่เหมือนลูกสาวของหว่านเหนียงแม้แต่น้อย” เจียงเสวี่ยหนิงหยิบสร้อยข้อมือร้อยหินโมราสีแดงที่วางบนโต๊ะเครื่องแปั้งวงนั้นขึ้นมาอย่างเบามือ “นับตั้งแต่ข้าจำความได้ หว่านเหนียงก็เป็นคนอารมณ์ร้ายมากคนหนึ่ง ตอนนั้นพวกเราอาศัยอยู่ที่บ้านพักในชนบท เนื่องจากถูกจวนขับไล่ไสส่ง จึงมีหลายคนมารังแกพวกเราบ้างก็แอบพูดนินทาว่าร้าย ข้ากลัวมาก แต่นางจะเดินออกมาจากเรือน ยืนอยู่ใต้ชายคา หัวเราะพลางด่าทอกลับเป็นชุด”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยหลุบตาลงเล็กน้อย
ทว่าเสียงของเจียงเสวี่ยหนิงก็ดังอยู่ข้างใบหูตลอด “เจ้าไม่กล้าเชื่อสินะ? ต่อให้อาศัยอยู่ในปั่าเขาลำเนาไพรอันอัตคัดขัดสน นางก็มักจะแต่งองค์ทรงเครื่องให้ตนเองสวยสดงดงามอยู่เสมอต่อให้ต้องใช้แปั้งหอมคุณภาพต่ำมากที่สุดก็ตามทีนางคิดบัญชีเป็น อ่านหนังสือออก ร่ายบทกวีได้ทั้งยังด่าคนเป็นอีกด้วย นางไม่สนทนากับหญิงชาวบ้านพวกนั้นเพราะนางไม่เคยรู้สึกว่าตนอยู่ระดับเดียวกับพวกนาง ต่อให้ลูกของบ้านอื่นมาหาข้าเพื่อขอเล่นด้วย นางก็ไม่อนุญาต นางบอกข้าว่าข้าไม่ใช่ลูกของชาวไร่ชาวนาในชนบท ข้าแตกต่างจากผู้อื่น ตอนนั้นหว่านเหนียงคือสตรีที่ต่างจากผู้อื่นมากที่สุด งดงามมากที่สุ