ด และร้ายกาจมากที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบ…”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงอันหรูหราแห่งนี้เสมอมา
นางจึงไม่เคยเห็นการใช้ชีวิตในชนบท และไม่อาจจินตนาการสภาพของชาวไร่ชาวนาที่อาศัยอยู่ที่นั่นว่าจะมีสารรูปหยาบช้าอย่างไร และยิ่งไม่อาจจินตนาการได้ว่าภาพเหตุการณ์ที่สตรีนางหนึ่งยืนหัวเราะพลางด่าทอผู้คนอยู่ใต้ชายคานั้นมีลักษณะเป็นเช่นไรอีกด้วย…เสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา อาหารเลิศรส พิณหมากล้อม อักษร ภาพวาด
นี่ต่างหากสิ่งที่นางคุ้นเคย
ส่วนสิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงสาธยายมาทั้งหมดสำหรับนางแล้วคือสิ่งที่ไม่เคยพบเคยเห็น
“ตอนเด็กเวลาข้าเล่นในลานบ้าน จับแมลงปอ เด็ดดอกท้อ บางครั้งหว่านเหนียงจะนั่งมองข้าอยู่บนขั้นบันไดใต้ชายคา บางครั้งก็จะยืนมองข้าจากด้านหลังหน้าต่างบานเล็ก ๆ ตอนนั้นข้ารู้สึกเพียงว่า ลักษณะท่าทางของหว่านเหนียงช่างงดงามเสียจริง พอเติบใหญ่ขึ้นมาหน่อยถึงรู้ว่าที่จริงแล้วสายตานางที่มองข้านั้นต่างจากที่คิดเอาไว้มาก มักจะตกในภวังค์ มักจะเลื่อนลอยอยู่เสมอ คล้ายกำลังนึกถึงอะไรอยู่อย่างไรอย่างนั้น”
ครั้นเอ่ยถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเจียงเสวี่ยหนิงพลันเจือความประชดประชันขึ้นมาหลายส่วนนางฉีกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ราวกับว่าเมื่อทำเช่นนี้แล้วจะสะกดกลั้นความขมขื่นในใจบางอย่างลงไปได้
“ผู้อื่นต่างพูดกันว่าหว่านเหนียงเป็นอนุภรรยาของตระกูลใหญ่ ส่วนข้าก็เป็นบุตรีอนุภรรยาของตระกูลใหญ่ สรุปแล้วก็คือมาจากตระกูลใหญ่นั่นเ