วังกับตนเอาไว้มากเท่าใดนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ยินว่าพอเข้าวังหลวงไปแล้ว เซี่ยเวยยังต้องไปเป็นประธานคุมสอบให้ด้วย ด้วยเหตุนี้เมื่อรู้ว่านางสอบผ่าน ความประหลาดใจที่เกิดขึ้นจึงไม่อาจสาธยายออกมาได้จริง ๆ คำพูดที่ต้องการจะปลอบใจนางว่าต่อให้ไม่ผ่านการคัดเลือกก็ไม่ต้องเสียใจที่มีอยู่เป็นกระบุงโกยพลันหมดประโยชน์โดยสิ้นเชิง นอกจากนี้แต่เดิมพวกเขาก็ค่อนข้างห่างเหินกับบุตรีอยู่แล้ว จึงไม่รู้ว่าควรกล่าวอะไรอีก ทำได้เพียงชมเชยว่านางทำได้ดีและถือว่าทำให้ครอบครัวมีหน้ามีตานอกเหนือจากนั้นคงได้แต่บอกให้นางรีบกลับไปพักผ่อนที่ห้องให้ดี ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงเอือมระอากับการเข้าวังอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาได้ฟังถ้อยคำแสดงความยินดีตลอดทางก็รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจยิ่งนัก ครั้นได้ยินว่าพวกเขาให้ตนกลับไปพักผ่อนก็ลุกขึ้นด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ กล่าวโดยปราศจากความเกรงใจแม้แต่น้อย “เช่นนั้นลูกขอลาเจ้าค่ะ”
พูดจบก็ถอยออกไป
เพิ่งจะเดินออกจากห้องมาถึงระเบียงทางเดินก็ได้ยินเสียงไม่พอใจของเมิ่งซื่อดังขึ้นจากด้านหลัง “ท่านดูสิ ได้รับคัดเลือกให้เป็นพระสหายร่วมศึกษาน่ะช่างเถอะ แต่กลับไม่เห็นหัวผู้ใดเช่นนี้เสียได้! ไม่รู้ว่ายังเห็นข้าที่เป็นมารดาอยู่ในสายตาบ้างหรือไม่?”
ฝีเท้าเจียงเสวี่ยหนิงหยุดชะงักทันที กำนิ้วมือที่แนบอยู่ข้างลำตัวจนแน่น
แต่หลังจากยืนอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ชักเท้าเดินจากไปอยู่ดี
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ซึ่งติดตามอยู