เจียงเสวี่ยหนิงไม่เคยปฏิเสธว่าตนเป็นคนเห็นแก่ตัว เมื่อเทียบกับโหยวฟางอิ๋นคนปัจจุบันแล้วส่วนลึกภายในจิตใจนางเคยหวังอย่างชั่วร้ายเอาไว้ว่าผู้ที่มายังสถานที่แห่งนี้จะเป็นโหยวฟางอิ๋นที่นางคุ้นเคยผู้นั้น
ทว่าสุดท้ายความชั่วร้ายนี้ก็มีขีดจำกัด
นางไม่อาจทนดูโหยวฟางอิ๋นผู้นี้ถูกคนทำร้ายและไม่อาจจินตนาการได้ว่าหลังจากตนเองปล่อยให้เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วจะยังเป็นสหายกับโหยวฟางอิ๋นอีกผู้หนึ่งได้อย่างไร
ดังนั้นนางจึงช่วยชีวิต แต่กระนั้นก็อดดูแคลนความขี้ขลาดตาขาวและดูแคลนทุกสิ่งอย่างที่แตกต่างจากโหยวฟางอิ๋นอีกผู้หนึ่งไม่ได้
แต่ไฉนโหยวฟางอิ๋นผู้นี้ต้องกลายเป็นโหยวฟางอิ๋นอีกผู้หนึ่งด้วยเล่า
นางแค่ใช้ชีวิตของตัวเองก็เท่านั้น
และถึงแม้เจียงเสวี่ยหนิงจะเป็นผู้ช่วยชีวิตทว่าก็ไม่มีคุณสมบัติจะชี้นิ้วกำหนดชีวิตนาง และไม่มีกงการอะไรจะมาแสดงความผิดหวังต่อการตัดสินใจใด ๆ ของนางอีกด้วย…ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่านางถึงกับทำตามสิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงชี้แนะ ทั้งไปซื้อเส้นไหมดิบทั้งไปเรียนรู้การจดบัญชี กล้าเดินออกจากเรือนหลังที่สตรีธรรมดาทั่วไปไม่กล้าเดินออกไป จากนั้นก็นำความรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณอันเปียมล้นของตนเองใส่ลงในกล่องเล็กๆ ใบนี้…
ผ่านไปครู่หนึ่งเจียงเสวี่ยหนิงถึงสงบจิตใจลงได้ มองนางพร้อมพูดว่า “ต่อจากนี้เล่า เจ้ามีแผนการอะไรหรือไม่?”
ครั้นโหยวฟางอิ๋นเห็นว่าอีกฝั่ายไม่ร้องไห้แล้วถึงค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย
ย