าสั่นระริกโดยไม่อาจควบคุม
ทว่านางจะไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้เห็นในช่วงเวลานี้
นางออกแรงบีบนิ้วตนเอง
เซี่ยเวยถามนางอีกว่า “เช่นนั้นคุณหนูรองหนิงคิดว่าสี่ปีหลังจากเหตุการณ์ในตอนนั้น หากมีอยู่วันหนึ่งข้าพบว่าเด็กสาวที่รู้ความลับของข้าผู้นั้นไม่ได้ไม่รู้ความและไร้เดียงสาอย่างที่คิด ข้าควรมีความคิดเช่นไร?”เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “นางแสร้งเลอะเลือนและแสร้งโง่งมเพราะคิดจะรักษาชีวิต”
สายตาของเซี่ยเวยไปตกบนฝั่ามือที่ใช้กำลังมากเกินไปของนาง “ดังนั้นหากเจ้าเป็นข้าจะกำจัดคนผู้นี้หรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตาลงเล็กน้อย “แต่เซียนเซิง ข้าไม่อยากตาย”
เซี่ยเวยเงียบงันอีกครา
เวลาพลันเหมือนถูกลากยาวขึ้นไร้ที่สิ้นสุด ตึงเครียดเหลือแสน เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าตนเองเสมือนลูกแกะซึ่งกำลังรอคอยอยู่ข้างมีดหั่น ไม่อาจรู้เลยว่าจะถูกนำไปวางบนคมมีดเมื่อใด
เซี่ยเวยจ้องมองนางอยู่นาน คล้ายกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง
ท้ายที่สุดเขาก็ยื่นมือมาหานางพร้อมกล่าวช้าๆ “เจ้าไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อข้า ภัยคุกคามที่แท้จริงก็คือข้าไม่กล้าเชื่อใจเจ้า แต่กลับอยากจะเชื่อใจเจ้า คุณหนูรองหนิง เซี่ยเวยมิใช่คนไม่จดจำบุญคุณ เพียงแต่ทุกสิ่งที่เจ้าแสดงออกอยู่เหนือความคาดหมายของข้า ข้าต้องการมองเห็นอย่างชัดเจนว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร และควรค่าให้ข้าเสี่ยงเชื่อใจหรือไม่ อีกทั้งข้าเองก็ปราศจากความคิดจะกำจัดผู้มีพระคุณของตนเช่นกันเพราะฉะนั้นการเป็นพระสหาย