ร่วมศึกษาครึ่งปีนี้ขอให้จงอยู่ใต้สายตาข้าอย่างว่าง่ายเสียโดยดี”
ขณะเขาเอ่ยวาจา นิ้วมือเรียวยาวก็ลูบศีรษะนางเบา ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน
เซี่ยเวยกล่าวต่อไปว่า “ถึงแม้เจ้าจะไม่ยินดีอยู่ในวัง แต่นี่เป็นเพียงวิธีเดียวที่ทำให้ข้าพอจะโน้มน้าวใจตนเองไม่ให้สังหารเจ้าทันที ณ เดี๋ยวนี้ขอให้เจ้าจงฝังเรื่องเมื่อสี่ปีก่อนไว้ในก้นบึ้งของจิตใจ ให้กลายเป็นความลับที่มีแค่ข้ากับเจ้าที่รู้ไปตลอดกาล จากนี้ก็อย่ามาบีบคั้นข้า และอย่ามาทำให้ข้าโมโหอีก”เมื่อกล่าวจบ เขาก็ดึงมือกลับ หมุนกายเดินออกไปจากตำหนัก
เดินจากที่มืดไปยังที่แจ้ง
ในที่สุดแสงสว่างจากเบื้องนอกก็สาดส่องทั่วร่างเขา แขนเสื้อของชุดนักพรตสีครามเข้มสะบัดพลิ้ว เซี่ยเวยย่างเท้าอยู่ใต้กำแพงวังหลวงสีชาดและค่อย ๆ จากไปไกล
*****
ครั้นกลับมาถึงเรือนหยางจื่อ เจียงเสวี่ยหนิงมีสภาพเหมือนผีพรายที่เพิ่งถูกดึงขึ้นมาจากน้ำฝีเท้าล่องลอย ใบหน้าซีดเผือดฟางเมี่ยวกำลังนั่งอยู่ที่ระเบียง งอนิ้วคำนวณว่าผ่านไปนานเท่าไรแล้ว ไตร่ตรองว่าหากอีกสักครู่ผ่านสองเค่อไปแล้วจริง ๆ ตนจะต้องไป‘ช่วย’ คุณหนูรองเจียงผู้นี้หรือไม่
รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่นกันอย่างไรอย่างนั้น…
กลายเป็นว่าพอผินหน้าก็มองเห็นเจียงเสวี่ยหนิงกลับมาด้วยสภาพเช่นนี้แล้ว นางตกใจจนลุกพรวด “คุณหนูรองเจียง ท่าน ท่านเป็นอะไรไปน่ะ?”
จนตอนนี้นางถึงรู้สึกได้ว่าคำกล่าวก่อนหน้านี้ของเจียงเสวี่ยหนิงไม่ใช่เรื่องล้อ