ี้ยิ่งนัก”
เช้าตรู่ปลายฤดูสารท ขอบฟั้าปรากฏไอหมอกเย็นเบาบางลอยล่อง
เหล่าหญิงสาวซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์หลากหลายรูปแบบกำลังยืนอ่านตำราอยู่ตรงระเบียง
ไม่ว่าจะมองเช่นไรก็เป็นภาพอันน่าชื่นชม
ฝานอี๋หลานมองผู้อื่นแวบหนึ่ง ตอบกลับว่า“ถึงอย่างไรวันหน้าทุกคนคงไม่มีโอกาสได้พบเหตุการณ์เช่นนี้อีกแล้ว จะตื่นเต้นก็เป็นเรื่องธรรมดา แม้แต่ตัวข้าเองเมื่อคืนยังนอนไม่ค่อยหลับเลย วันนี้จึงตื่นแต่เช้าตรู่ เพียงแต่คุณหนูรองเจียงกลับหลับจนฟั้าแจ้งเหมือนเมื่อสองวันก่อนช่างน่าอิจฉาเสียจริง”
อิจฉาอะไรไม่อิจฉา มาอิจฉาเรื่องที่นอนหลับนี่น่ะหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกอยู่บ้าง
ผู้ที่อยู่ด้านข้างอีกคนคือฟางเมี่ยวซึ่งละทิ้งตำราปรากฏการณ์ทางท้องฟั้าแล้วหยิบคัมภีร์วิจารณ์พจน์[1]มาอ่านแทนอย่างหาได้ยากยิ่ง ครั้นได้ยินคำกล่าวนี้ของฝานอี๋หลานก็สอดคำด้วยความปวดร้าว “คุณหนูฝานไหนเลยจะรู้ได้ว่า ต่อให้เมื่อคืนพวกเราทุกคนที่นี่จะนอนไม่หลับกันหมด แต่คุณหนูรองเจียงไม่มีทางนอนไม่หลับแน่ราชสำนักตั้งแต่เบื้องบนจดเบื้องล่างต่างรู้กันดีว่ารองเสนาบดีเจียงสนิทชิดเชื้อกับเซี่ยเซียนเซิงปกติก็ไปมาหาสู่กัน อย่างอื่นไม่ต้องเอ่ยถึงคุณหนูรองเจียงคงรู้ความชอบของเซี่ยเซียนเซิงอยู่บ้าง และอาจรู้ว่าต้องให้ความใส่ใจกับสิ่งใดบ้างยามตอบบททดสอบที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกสักครู่ใช่หรือไม่? ส่วนพวกเรานั้นแย่แล้ว จะไปกอดพระบ