าทของพระพุทธองค์[2]ก็ยังไม่รู้เลยว่าต้องไปกอดพระบาทข้างใด”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ เสียงพูดพลันหยุดชะงัก
ในที่สุดฟางเมี่ยวก็รู้สึกถึงสิ่งที่ตนเองละเลยไปก่อนหน้านี้ นางตบหน้าผาก ผุดลุกก้าวเข้ามาจับมือเจียงเสวี่ยหนิง “คุณหนูรองเจียง! คุณหนูรองเจียง! ข้าลืมไปเสียได้ ท่านเป็นผู้มี ‘แนวโน้ม’ที่ดีนี่นา อะแฮ่ม ถ้าอย่างนั้นหากท่านสะดวกละก็พอจะแย้มพรายออกมาเล็กน้อยได้หรือไม่ ปกติแล้วเซี่ยเซียนเซิงชอบอ่านตำราอะไร และยามอ่านตำรามีความชอบอะไรเป็นพิเศษบ้าง?”
เซี่ยเวยย่อมไปมาหาสู่กับเจียงปั๋อโหยว แต่นั่นเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงเป็นแค่เด็กสาวอายุสิบแปดปีที่หากฝืนนับจากอายุเทียม[3]ก็พอจะบอกได้ว่าอายุสิบเก้าปี แล้วจะรู้อะไรได้เล่า
หากชาติก่อนฟางเมี่ยวถามเช่นนี้ นั่นก็เท่ากับว่าถามผิดคนแล้วเพียงแต่ชาตินี้เจียงเสวี่ยหนิงรู้จริง ๆ
ผู้ใดใช้ให้นางย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่มิหนำซ้ำยังรู้เนื้อหาในข้อสอบล่วงหน้าด้วยเล่า
ขณะที่ฟางเมี่ยวถามคำถามนี้ เสียงท่องตำราตรงบริเวณระเบียงทางเดินไม่รู้ว่าเบาลงเล็กน้อยไปตั้งแต่เมื่อใด
เจียงเสวี่ยหนิงสังเกตเห็นว่ามีคนจำนวนไม่น้อยมองมาทางนี้ บังเกิดความคิดเล็ก ๆ ถึง‘เรื่องดี ๆ’ ขึ้นมา การกระทำที่ ‘ได้ประโยชน์กับทั้งตนเองและผู้อื่น’ เช่นนี้ นางจะไม่ทำได้อย่างไรผู้อื่นยิ่งสอบได้ดี นางถึงจะยิ่งดูแย่อย่างชัดเจน!
เดิมทีฟางเมี่ยวแค่ลองหยั่งเชิง เมื่อเห็นเจียงเสวี่ยหนิงแ