ยู่เหนือขั้นบันได ทำให้กลายเป็นว่าอยู่สูงกว่าจางเจอเล็กน้อย ทว่านางก็ไม่ได้กางร่มให้เขา
นางเพียงเล่นด้ามร่มและมองดูสายฝนไหลผ่านใบหน้าอันแข็งทื่อและเย็นชาของเขาเท่านั้น
ใบหน้าของจางเจอเกิดมาก็ปราศจากรอยยิ้มริมฝีปากและหนังตาบางอย่างยิ่ง ยามเขาช้อนดวงตาขึ้นมองนางเล็กน้อยก็ดูบางเฉียบดั่งคมมีดกรีดเพียงเบา ๆ ก็สร้างรอยแผลในใจคนได้แล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะ “เหตุใดพอใต้เท้าจางเห็นเปินกง[1]แล้วต้องหลบด้วยเล่า กลัวเปินกงจะกินเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
จางเจอเม้มปากไม่กล่าววาจาเจียงเสวี่ยหนิงยิ่งรู้สึกว่าเขาไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว “ได้ยินคนพูดกันว่าใต้เท้าจางเป็นผู้มีความสามารถอย่างยิ่งในรัชกาลก่อน แม้แต่ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรคนปัจจุบันยังต้องลำบากใต้เงื้อมมือเจ้า เปินกงรู้จักเจ้ามานานมากแล้ว คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะได้พบกันวันนี้…”
เสียงนางไพเราะเสนาะหู แต่ยามเอื้อนเอ่ยกลับแฝงความประชดประชันที่ไม่ว่าผู้ใดก็ฟังออก
เสียงพิรุณดังอื้ออึง ไอหมอกเลือนราง
จางเจอทอดสายตามองนาง เก็บสายตากลับยังคงไม่เอ่ยวาจาดังเดิม เขาหมุนกายแล้วกำลังจะเดินจากแต่เพิ่งจะไปได้แค่ก้าวเดียว กลับพบว่าตนเองเดินไม่ไป
เขาหันศีรษะกลับมาดูถึงพบว่า…เนื่องจากก่อนหน้านี้เขายืนอยู่ใต้ขั้นบันได ชายชุดขุนนางข้างหนึ่งระบนขั้นบันได ถูกสายฝนตกกระทบจนเปียกชุ่ม ยามนี้มันกำลังถูกรองเท้าปลายงอนปักดิ้นเงินลายเมฆาข้างหนึ่งเหยียบไว้
เจียงเสวี่ยหนิ