นเจี้ยหายใจติดขัด
แต่เมื่อเห็นว่ายังมีคุณหนูตระกูลใหญ่ที่เป็นพระสหายร่วมศึกษากำลังมองอยู่ด้านข้างจำนวนมากขนาดนั้น ยามนี้จึงยิ่งกระดากอาย ทำได้เพียงทิ้งประโยค “ข้าออกจากวังก่อนก็แล้วกัน”ด้วยความรีบร้อน แล้วรีบรุดจากไป
ท่าทางเช่นนี้เห็นชัดว่ากำลังหนีหัวซุกหัวซุน
เสิ่นจื่ออีเห็นแล้วเกือบหัวร่องอหายทว่าสีหน้าของคนอื่นกลับแตกต่างกันไป
ผู้อื่นอาจจดจำผ้าเช็ดหน้าลายปักนั้นไม่ได้ แต่เมื่อครู่เซียวซูยืนอยู่ใกล้ เห็นดอกเจียงสีแดงที่ปักตรงมุมผ้าเช็ดหน้าลายปักผืนนั้นได้แจ่มชัดจากนั้นก็นึกถึงสายตาที่เสิ่นเจี้ยมองเจียงเสวี่ยหนิงเมื่อครู่ นิ้วมือซึ่งถือพัดหอมงามวิจิตรกำแน่นขึ้นทีละน้อย
นางเคลื่อนสายตากลับมามองเจียงเสวี่ยหนิงสายตาครั้งนี้แตกต่างจากที่เคยเป็นมาโดยสิ้นเชิง
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงกำลังคิดอยู่ว่ายามนี้เสิ่นเจี้ยติดต่อกับเจียงเสวี่ยฮุ่ยแล้ว ผ้าเช็ดหน้าลายปักผืนนี้ถือเป็น ‘สิ่งของแทนใจ’ ระหว่างคนทั้งสอง เพียงแต่ชาติก่อนถูกนางฉวยโอกาสเข้ามาแทนที่
ชาตินี้นางไม่เข้าไปสอดมือ ไม่รู้ว่าทั้งสองคนจะเป็นเช่นไร
จากสายตาเมื่อครู่ของเสิ่นเจี้ย ดูท่าจะมีความจริงจังอยู่หลายส่วนจริง ๆ
แต่กระนั้นเรื่องนี้ก็ฉายวาบในสมองนางเพียงแวบเดียว ความคิดชั่วขณะต่อมาก็ย้ายไปอยู่ที่เรื่อง ‘เรือขนส่งเส้นไหมในคลองขนส่ง’ ที่เสิ่นเจี้ยเอ่ยถึงเมื่อสักครู่
ที่แท้เรือขนส่งเส้นไหมพลิกคว่ำเพราะมีคนวางแผนการเอาไว้ล่วงหน้า
ด้วยเหตุ