ไม่มีคนปกติคนใดต้านทานการหลับหูหลับตาพูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหลโดยไม่สนความเป็นจริงขององค์หญิงใหญ่เล่อหยางได้อยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งมีเงามืดครอบงำจิตใจจากชาติก่อน
แต่โชคยังดีที่สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้คงอยู่นานนัก
เสิ่นจื่ออีเพิ่งนั่งอยู่ทางนี้ได้ไม่นาน เบื้องนอกก็มีชาววังมาตามหา แจ้งว่าไทเฮาทรงมีพระประสงค์ให้นางไปสนทนาคลายเหงา เสิ่นจื่ออีจึงได้แต่จากไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
ก่อนจะจากไปยังจับมือเจียงเสวี่ยหนิงพร้อมเอ่ยว่า “อย่างไรเสียเปินกงจู่ก็ชื่นชอบเจ้า ช่วงที่พำนักอยู่ในวังหลวงหลายวันนี้หากต้องการสิ่งใดก็บอกกล่าวนางกำนัลที่เรือนหยางจื่อได้เต็มที่พวกนางจะมารายงานข้า ตอนนี้เสด็จแม่ทรงตามหาข้า ข้าต้องไปเดี๋ยวนี้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาหาเจ้าใหม่นะ”
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกโล่งอกได้เสียทีนางมองส่งเสิ่นจื่ออีเดินจากไป สุดท้ายด้วยความพากเพียรพยายามของนางและความอดทนอย่างยิ่งยวดของหัวหน้ากองซู ในที่สุดวันนี้ก็จบลงด้วยการที่นางเรียนมารยาทพิธีการภายในวังหลวงได้อย่าง ‘กล้ำกลืนฝืนทน’ เสียที
ก็ช่วยไม่ได้นะ
การเสแสร้งมันช่างเหน็ดเหนื่อยเสียเหลือเกินมิหนำซ้ำเมื่อเจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงท่าทีของเสิ่นจื่ออี กระทั่งคำว่า ‘หากเจ้าเรียนรู้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร’ยังเอ่ยปากออกมาได้เลย นางเสแสร้งต่อไปยังจะมีความหมายอันใดอีกเล่า
เมื่อแผนการแรกไม่สำเร็จก็จำต้องเปลี่ยนแผน
เพียงแต่นางไม่อาจให้ผู้อ