นที่เคยเป็นมา แต่ครั้นดูออกแล้ว กลับจะบอกว่าตนเองชอบก็ไม่ใช่ จะบอกว่าตนเองไม่ชอบไปตลอดเลยก็ไม่ดี
นางกับเขาเดินเล่นไปอีกสองร้าน
สุดท้ายเจียงเสวี่ยหนิงก็หยุดหน้าแผงลอยขายเครื่องประดับศีรษะที่ทำจากไข่มุกและหยกกล่าวกับเยี่ยนหลินว่า “ข้ารู้สึกล้านิดหน่อยแล้ว”
เยี่ยนหลินมองก็เห็นว่านางมีสีหน้าอิดโรยจริงๆ
คราวนี้จึงรู้สึกตัวว่าตลอดทางตนเดินด้วยความสำราญบานใจอยู่คนเดียว แต่กลับลืมไปว่าพรุ่งนี้นางยังต้องเข้าวังหลวงอีก ทั้งยังลืมถามนางว่าต้องการหยุดพักบ้างหรือไม่ เขาพลันรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย “ต้องโทษข้า ข้าลืมไปอีกแล้ว ถึงอย่างไรวันหน้ายังมีเวลาอีกมาก รอให้เจ้าเข้าวังเป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงแล้วข้าก็ยังไปหาเจ้าได้อีก วันนี้กลับเร็วสักหน่อยเถอะ ข้าจะไปส่งเจ้านะ”
เจียงเสวี่ยหนิงโดยสารรถม้าออกมา
ทว่าเยี่ยนหลินขี่ม้ามา ขากลับจึงทำได้เพียงติดตามเคียงข้างรถม้าของนางช้า ๆ
บางครั้งที่นางเลิกมุมผ้าม่าน จะมองเห็นแสงสายัณห์สีแดงอมทองของอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงบนร่างเหยียดตรงของเด็กหนุ่ม จมูกโด่งเป็นสัน มุมปากอมยิ้มบาง ๆ หรือแม้แต่ขนตาที่กระเพื่อมไหวเล็กน้อยก็ยังอาบไล้แสงตะวัน ยามเคลื่อนดวงตากลับมามองทั้งร้อนแรงทั้งแจ่มจ้า
ทว่าสิ่งที่เริ่มผุดขึ้นมาภายในใจนางกลับเป็นความร้าวรานและขื่นขม
ได้เวลาอันสมควรแล้ว
ควรหาเวลาที่เหมาะสมเพื่อบอกกล่าวเยี่ยนหลินให้ชัดเจนเสียที*****
ครั้นกลับถึงจวน เจียงเสวี่ยหนิ