ยนหลินที่เป็นเพื่อนเล่นกับเสิ่นจื่ออีมาตั้งแต่เล็กจนโตทะเลาะกับเสิ่นจื่ออีเพราะเรื่องนี้อยู่หลายครั้งเสิ่นจื่ออีพานยิ่งแค้นนาง คิดว่านางพูดจายุแยงตะแคงรั่วทำให้เยี่ยนหลินบาดหมางกับตนด้วยเหตุนี้จึงยิ่งกลั่นแกล้งรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ถึงแม้แท้จริงแล้วองค์หญิงใหญ่จะไม่ได้ใช้วิธีทรมานผู้คนอะไรนัก แต่เจียงเสวี่ยหนิงในตอนนั้นก็ยากจะทนรับไหว ใบหน้าถึงกับหมองคล้ำเมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลานั้นเลยทีเดียว
นางใช้มือทั้งสองข้างประคองดอกพุดตานสีชมพูสดใส ความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับเสิ่นจื่ออีในชาติก่อนกระจ่างวาบภายในหัว เจียงเสวี่ยหนิงแหงนศีรษะมองเยี่ยนหลิน พลันรู้สึกว่าความรู้สึกนึกคิดในวัยหนุ่มของอีกฝั่ายสะท้อนออกมาทางคำพูดจนหมดสิ้นเขาเป็นคนเผด็จการ และไม่รู้จักปิดบัง
มาถึงก็บอกนางว่า ‘ข้าจะพาเจ้าไปดูเอง’ไม่ใช่ ‘อยากไปดูด้วยกันหรือไม่’
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มน้อย ๆ จู่ ๆ ก็รู้สึกอย่างแกล้งคนขึ้นมา นางถามว่า “เทศกาลโคมไฟฉงหยางคือวันที่เก้าเดือนเก้า แต่วันนี้เพิ่งจะวันที่เจ็ดเดือนเก้า เจ้าก็มาหาข้าแล้วหรือ?”
เดิมเยี่ยนหลินยังนั่งอย่างสง่างามอยู่บนกำแพง แต่เมื่อนางเอ่ยประโยคนี้ออกมา สายตาก็พลันขยับวูบหลบหลีกเล็กน้อย แม้แต่นิ้วมือที่จับกระบี่ก็กุมแน่นขึ้นอีกนิด ทว่าพอคิดได้ก็รู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องร้อนตัวเลยจริง ๆ ดังนั้นจึงพูดด้วยความมั่นใจอย่างเปียมล้นทันที “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ข้าอยากเสียอย่าง! ข้าอยาก