ขมขื่นยามตระกูลเยี่ยนประสบเหตุเภทภัย และยังไม่ถูกความดำมืดจากการต่อสู้แย่งชิงอันหนักหน่วงในวังหลวงกัดกิน
สะอาดบริสุทธิ์ กระจ่างสุกใส และเปล่งประกายแจ่มจรัส
ประหนึ่งดวงตะวันร้อนแรงซึ่งฉายฉานบนฟากฟั้า
เพียงแต่คำถามนี้…ท่าทางเขาเหมือนขอเพียงนางตอบกลับไปเขาย่อมตัดมือเสิ่นเจี้ยเป็นแน่
เหงื่อเย็นผุดบนหน้าผากเจียงเสวี่ยหนิง นางรีบแตะแขนเขาพร้อมพูดว่า “เปล่า เปล่า ไม่มีอะไร! เข้าใจผิดกันน่ะ เมื่อครู่ต้องโทษที่ข้าฝันร้ายจนตกใจละเมอ อีกทั้งช่วงที่เพิ่งลืมตาตื่นก็ไม่ได้มองให้ดี เลยนึกว่าคุณชายเสิ่นเป็นคนร้ายถึงได้ตบเขาด้วยความตกใจ เจ้ารีบวางกระบี่ลงเถิด ระวังจะทำร้ายคนเข้าให้นะ!”
เยี่ยนหลินขมวดคิ้ว “จริงหรือ?”
ครั้นเสิ่นเจี้ยได้ฟังเจียงเสวี่ยหนิงอธิบายเช่นนี้ก็ลอบร่ำร้องในใจว่าตนนี่ช่างเคราะห์ร้ายแท้ ๆทว่าอย่างไรเสียคุณชายเจียงก็เป็นสหายของเยี่ยนหลิน แม้สถานะจะห่างชั้นกับตนลิบลับ แต่จะถือสาหาความผู้อื่นเพียงเพราะการตบเพียงครั้งเดียวได้อย่างไร
ไร้ความเป็นวิญูชนสิ้นดี
ทว่าท่าทางไม่ค่อยอยากเชื่อสักเท่าไรของเยี่ยนหลินกลับทำให้เขารู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกเลยจริง ๆ “นี่เจ้ายังไม่ไว้ใจนิสัยของข้าอีกหรือ? อย่าว่าแต่เรื่องที่ตัวข้าไร้เจตนาจะล่วงเกินเลย ต่อให้ล่วงเกินเข้าจริง เจ้าก็จะตัดมือข้าให้จงได้เชียวหรือ?”
เขาเป็นถึงหลินจืออ๋องนะเป็นราชนิกุลผู้สูงส่ง
คาดไม่ถึงว่าเยี่ยนหลินกลับมองเขาอย่างส