่นทำให้ดิฉันหวนนึกถึงคำกล่าวบางคำ ห้ามจ้องมองเทพโดดเด็ดขาด…”ไคลน์เพียงยิ้มรับโดยไม่ช่วยไขความกระจ่างให้หล่อน
หมายความว่า…เสียงเพรียกในหัวเรามาจากบุคคลระดับใกล้เคียงเทพ? แต่มิสเตอร์ฟูลกลับสยบอำนาจของอีกฝั่ายง่ายดาย แถมยังเรียกขานด้วยถ้อยคำไม่แสดงการเคารพ…หมายความว่าท่านและอีกฝั่ายมีระดับเท่าเทียมกัน? หรืออาจสูงกว่า? ยิ่งฟอร์สครุ่นคิดในเรื่องดังกล่าว เธอก็ยิ่งพบความน่าตกตะลึงมากขึ้นทุกขณะ ถึงขั้นร่างกายเกิดอาการสั่นเทาอย่างมิอาจควบคุมไคลน์ปล่อยให้บรรยากาศเงียบงันนานหลายวินาที่ ก่อนเริ่มซักถามต่อ“ทุกคืนจันทร์เต็มดวง เจ้าต้องทุกข์ทรมานนานแค่ไหน?”“สามถึงห้านาที…หากเป็นจันทราโลหิตจะนานถึงเจ็ดนาที” ฟอร์สพยายามเค้นสมองนึกและตอบอย่างซื่อตรงยิ่งได้ฟัง ไคลน์ก็ยิ่งมั่นใจว่าเจ้าของเสียงดังกล่าวคือมิสเตอร์ประตูชายหนุ่มตัดบทสนทนา
“อีกสักสองสามนาทีค่อยกลับไปได้ สำหรับเจ้า หนทางเดียวในการเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์นี้คือ…ยกระดับตัวตน”ฟอร์สลังเลหนึ่งอึดใจก่อนซักถาม“หากดิฉันต้องเผชิญความทุกข์ในคืนจันทร์เต็มดวงอีกสามารถเอ่ยพระนามอันสูงส่งของท่านได้หรือไม่? ด…ดิฉันยินดีเป็นสาวกรับใช้ของท่าน!”“ไม่จำเป็น” ไคลน์ส่ายศีรษะพลางฉีกยิ้ม “เรายินดีช่วยเหลือเจ้าในยามยากลำบาก”“ขอบคุณมากค่ะ!” แม้จะตระหนักว่าตนอาจต้องทำสัญญากับเทพมาร แต่หญิงสาวก็ไม่ลังเลเลยสักนิด เพราะอย่างน้อย ชีวิตก็ยังมีความสุขกว่าการทุกข์ทรมานและกลา