นั้นง่าย แต่มันอยากเห็นเด็กนี่คุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาเป็นที่สุด
“ไม่เชื่อหรือ?”
มารสวรรค์คิดว่าเจียงผิงอันไม่เชื่อวาทะมัน จึงไร้ซึ่งความกลัว
“เชื่อ เชื่ออยู่แล้ว”
เจียงผิงอันกล่าวกับมารทั้งห้าตรง ๆ “เพื่อมิให้ภพเซียนพบตัวพวกเจ้าจึงหดหัวเหมือนเป็นเต่าในกระดอง มิกล้าตามกู่ตี้ไปพิชิตภพเซียน แต่ยามนี้จู่ ๆ ก็กำเริบเสิบสาน ต้องเป็นเพราะหาทางหนีวิกฤติได้แล้วแน่แท้ หาไม่ พวกเจ้าก็คงยังหดหัวกันไม่เปลี่ยน”
“แมลงไร้ค่า เจ้ากับนิกายตายกันให้หมด!”
ยามเซียนมารทั้งห้าได้ยินเจียงผิงอันดูถูกพวกตนเช่นนี้ก็ระเบิดโทสะ หมอกมารคลุมนภาเคลื่อนคลั่งถาโถม
ขณะที่เซียนมารทั้งห้าเตรียมปลิดชีพเจียงผิงอันและนิกายเทวมาร คนจากนิกายเทวมารก็หลับตารอความตาย
ทว่าหลับตาอยู่เนิ่นนาน พวกเขาก็ตระหนักว่าตนยังไม่ตาย ไร้ความรู้สึกเจ็บปวดใด ๆ
เมื่อลืมตาขึ้นมอง ก็พบว่าเซียนมารทั้งห้าบนฟ้าหายตัวไปแล้ว
“หือ? เซียนทั้งห้าล่ะ? ไฉนจู่ ๆ ก็หายไปหมด”
“เจ้านิกายก็หายไปเหมือนกัน!”
“มันเกิดอะไรขึ้นกันนี่?”
ปวงชนซึ่งรอความตายเห็นเจ้านิกายและเซียนทั้งห้าหายตัวไปกะทันหัน ก็เผยสีหน้างุนงง
ผู้อาวุโสคนหนึ่งซึ่งตั้งใจพินิจสถานการณ์มาตลอดเอ่ยขึ้นว่า“เมื่อครู่แสงสายหนึ่งพุ่งออกมาจากตัวเจ้านิกาย ปกคลุมตัวเซียนทั้งห้า แล้วเซียนทั้งห้าก็หายตัวไป น่าจะถูกเจ้านิกายพาตัวไปแล้วล่ะ”
“เราหนีกันยามนี้ดีหรือไม่?” ด้วยกลัวเซียนทั้งห้าจะกลับมา จึงเริ่มมีผ