้องช้ากว่าเธอปีหนึ่ง ตอนนี้เพิ่งได้เลื่อนยศ งานก็คงยุ่งไปอีกพักใหญ่”อันจิ่วเม่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ก็ดีค่ะ อย่างน้อยในอนาคตคุณจะได้ไม่ต้องรับภารกิจเสี่ยง ๆ อีก”หลี่เจียเฟิ่งยิ้มมุมปาก สายตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “ฉันตั้งใจไว้แล้วว่าจะอยู่กับเธอจนแก่เฒ่า ไม่รับภารกิจเสี่ยง ๆ แล้ว”คำพูดนั้นทำให้อันจิ่วเม่ยหน้าแดงก ่า เธอเบือนหน้าหนีสายตาเขาด้วยความเขินอาย แต่หัวใจก็พองโตเมื่อได้ยินคำพูดนั้นย่าอันที่นั่งมองหลานชายและหลานสะใภ้ส่งสายตาหวานให้กันก็อดไม่ได้ที่จะพูดแซว “จะดีกว่านี้ ถ้าย่าได้อุ้มเหลนเร็ว ๆ นี้”อันจิ่วเม่ยถึงกับสำลักน ้าลาย หน้าแดงจนลามไปถึงลำคอขณะที่หลี่เจียเฟิ่งกลับยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ
“ผมอยากกตัญญูต่อคุณย่ามากเลยครับ แต่คงต้องรอให้อันจิ่วเม่ยเรียนจบก่อน ไม่นานหรอกครับคุณย่า”คำตอบนั้นยิ่งทำให้อันจิ่วเม่ยอึ้ง เธอแทบพูดอะไรไม่ออก ได้แต่กลอกตาไปมาในใจพลางคิดว่า ‘แท้จริงหลี่เจียเฟิ่งเป็นคนแบบนี้สินะหน้าไม่อายจริง ๆ!’ย่าอันหัวเราะชอบใจ “งั้นย่าจะรออย่างใจจดใจจ่อเลยนะหลานๆ”บรรยากาศที่โต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นเป็นเช้าที่หลี่เจียเฟิ่งรู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังใจหลังจากทานอาหารเช้า หลี่เจียเฟิ่งก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ช่วยทำงานในบ้าน เขาคอยดูแลหยิบจับสิ่งของอย่างคล่องแคล่ว และใช้เวลาพูดคุยกับย่าอันอย่างใกล้ชิด ขณะที่อันจิ่วเม่ยเดินเข้าออกบ้านเพื่อเตรียมของใช้และอาหา