ผู้นำมองเพื่อนคนอื่นเหมือนลูกน้องที่ต้องคอยรับคำสั่งหนิงอวี่หรานยืนเท้าสะเอว พลางกล่าวเสียงหยัน “ทำตัวเสร่อไปยุ่งกับคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา แล้วยังกล้ามาว่าฉันอีก เธอคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?”หมิ่นเหลียนซินกำลังจะอ้าปากพูด แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงฟางเจียวเหม่ย ซึ่งปกติเป็นคนขี้อายพูดขึ้นมาว่า “นั่นสิ พวกเราก็ไม่ได้ไปยุ่งกับสหายอันสักหน่อย แต่เธอกลับทำท่าเหมือนเป็นศัตรูกับพวกเรา ไม่รู้เธอเป็นอะไร”หนิงอวี่หรานพูดต่อ “เห็นไหม! ทุกคนก็คิดเหมือนกัน มีแต่เธอนั่นแหละที่อยากจะไปยุ่งกับผู้หญิงคนนั้น”หนิงอวี่หรานยิ่งยืดอกภูมิใจ ส่วนหมิ่นเหลียนซินได้แต่มองฟางเจียวเหม่ยอย่างอึ้ง ๆ “นี่เธอลืมไปแล้วเหรอว่าใครเป็นคนช่วยขนกระเป๋าของเธอตอนขี่จักรยานกลับมา? ทำไมถึงพูดแบบนี้ออกมาได้นะ?”หมิ่นเหลียนซินรู้สึกเหมือนตัวเองดวงตกสุด ๆ อุตส่าห์มาพัฒนาชนบทด้วยใจฮึกเหิม แต่ต้องมาเจอกับคนประเภทชอบทะเลาะแย่งชิงดีชิงเด่นกันแบบนี้ ทนไม่ไหวจริง ๆ แบบนี้เธอจะอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขได้ยังไง?
ฟางเจียวเหม่ยก้มหน้าลงเล็กน้อย ทำท่าทางน่าสงสารสุดฤทธิ์พร้อมพูดเสียงเบาราวกระซิบว่า “ฉันตัวเล็กนิดเดียวเองนะ แล้วก็มีแต่เธอที่ขี่จักรยานนี่นา… ช่วยฉันหน่อยไม่ได้เหรอ?”“…” หมิ่นเหลียนซินได้ยินถึงกับนิ่งงันไป พูดอะไรไม่ออก