ดีว่าสถานการณ์นี้คงไม่เอื้ออำนวยต่อสาว ๆ จากเมืองมากนัก แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่าที่ได้รับมอบหมาย เธอจึงเสนออย่างใจเย็น“งั้นแบบนี้ไหมคะ? ฉันช่วยถือของให้บางส่วน ที่เหลือคุณต้องจัดการเองแล้วนะ”แต่คำพูดของเธอกลับเรียกเสียงตวาดไม่พอใจจากอีกฝ่าย “ช่วยถือนิดหน่อยฉันก็ไม่ไหวอยู่ดี! เธอเป็นคนมารับเรา ทำไมไม่จัดรถมาให้เรียบร้อย ดูสิ เธอแต่งตัวเรียบร้อย ขี่จักรยานมาสบาย ๆ ไม่คิดบ้างหรือไงว่าพวกเราลำบากแค่ไหน?”หญิงสาวพูดด้วยท่าทีเอาเรื่อง ราวกับว่าอันจิ่วเม่ยเป็นหนี้บุญคุณเธออยู่อันจิ่วเม่ยตอบกลับด้วยน ้าเสียงเยือกเย็น “ฉันไม่ได้คิดหรอก”คำตอบนั้นทำให้หญิงสาวขี้บ่นหน้าบึ้งทันที เธอจ้องอันจิ่วเม่ยด้วยสายตาแข็งกร้าว ก่อนจะพ่นคำพูดออกมาอย่างเดือดดาล “เธอพูดว่าอะไรนะ!”
อันจิ่วเม่ยหันไปสบตาอีกฝ่าย พลางตอบเสียงเรียบ “หูหนวกหรือเปล่า? ฉันบอกว่าไม่มีใครว่างมารับ ผู้นำหมู่บ้านเลยส่งฉันมาช่วย ก็ทำบุญช่วยไม่ได้เป็นหนี้เธอสักหน่อย”คำพูดของอันจิ่วเม่ยทำให้อีกฝ่ายอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าสาวบ้านนอกจะกล้าพูดจาเช่นนี้ สีหน้าของเธอแปรเปลี่ยนเป็นความอับอายที่ท่วมท้น แต่ยังไม่ทันจะได้หาคำโต้กลับ อันจิ่วเม่ยก็ซัดคำพูดกลับมาอีกระลอก“พวกคุณมาที่นี่เพื่อพัฒนาชนบท ไม่ใช่มาเป็นคุณหนู รู้ไว้ซะ”จากนั้นเธอหันไปพูดกับคนอื่น ๆ ด้วยน ้าเสียงเย็นชา “หมู่บ้านเราไม่มีรถให้จริง ๆ นะ ไม่ใช่แค่หมู่บ้านเรา ที่อื่นก็ไม่มีเหมือ