่าขี่หลังได้แล้วนะคะ เหมือนที่ย่าแบกหนูขึ้นหลังตอนเด็ก ๆ ไงคะ”ย่าอันมองการกระทำของหลาน น ้าตาที่เหือดแห้งไหลรินออกมาอีกครั้ง ‘จิ่วเม่ย… หลานโตแล้วจริง ๆ’ เธอคิดในใจย่าอันค่อย ๆ ขึ้นหลังหลานสาวอย่างระมัดระวัง มือเหี่ยวย่นโอบรอบคออันจิ่วเม่ยอย่างแผ่วเบา“ฮึบ!” อันจิ่วเม่ยส่งเสียงเบา ๆ “กอดหนูให้แน่น ๆ นะคะ”ขณะที่สองย่าหลาน เดินผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยก้อนหินและรากไม้ที่โผล่พ้นดิน อันจิ่วเม่ยก็เอ่ยถามขึ้นด้วยน ้าเสียงอ่อนโยน“คุณย่าคะ…” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน ้าเสียงจริงจัง “ย่าช่วยเล่าเรื่องครอบครัวของคุณตาให้หนูฟังหน่อยได้ไหมคะ? ถ้าพวกเขาลำบาก หนูอยากจะหาทางช่วยเหลือ จะได้ไม่ต้องมีใครต้องมาหลอกกันอีก”ย่าอันชะงักเล็กน้อย ถอนหายใจเบา ๆ ดวงตาฉายแววลังเล
“แต่มันผ่านมานานแล้วนะ…” น ้าเสียงของย่าอันแฝงไปด้วยความกังวลอันจิ่วเม่ยยิ้มหวาน ดวงตาฉายแววอ่อนโยนและมุ่งมั่น “ไม่เป็นไรค่ะย่า”เธอพูดด้วยน ้าเสียงมั่นใจ “ย่าแค่เล่าให้หนูฟังเหมือนนิทานก็ได้นะคะ ส่วนเรื่องช่วยเหลือนั้น หนูคงต้องรอให้ตัวเองพร้อมก่อน”ย่าอันมองหลานสาวด้วยสายตาเปี่ยมความภาคภูมิใจ ความกังวลในใจค่อย ๆ จางหาย ‘นั่นสินะ หลานย่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะกังวลไปทำไมกัน’ สุดท้ายย่าอันก็ตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมด“จิ่วเม่ย…” ย่าอันเอ่ยเสียงแผ่ว สายตาทอดไกลราวกับกำลังย้อนนึกถึงอดีต “เรื่องราวของครอบครัวหลานมันซับซ้อนกว่าที