อันจิ่วเม่ยรู้สึกผิดหวังจนรู้สึกเจ็บปวด แต่ด้วยความที่เคยเจอเรื่องราวทำนองนี้มานับครั้งไม่ถ้วน เธอจึงไม่รู้สึกอะไรมากนักเธอเพียงแค่จ้องมองย่าอันด้วยสายตาเย็นชา แล้วพูดออกมาอย่างเสียดสี “แต่ถ้าเมื่อกี้พวกเรามาไม่ทัน ซื่อหงก็คงจะบีบคอย่าตายคามือแล้ว”ย่าอันรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าด้วยคำพูดนั้น เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับ หลานสาว ได้แต่พูดเสียงอ่อน “ไม่หรอก…เธอไม่มีทางทำแบบนั้นหรอก…”“ก็ได้” อันจิ่วเม่ยตอบกลับอย่างเย็นชา “หนูไม่ขอยุ่งกับเรื่องนี้อีกแล้ว” พูดจบก็หมุนตัวเดินจากไปทิ้งให้ย่าอันยืนงงงันอยู่คนเดียวพูดจบ เธอก็ตะโกนเรียกหลี่เจียเฟิ่งด้วยเสียงแหลมราวกับนกแก้วโมโห แล้วเดินออกไปก่อนหลี่เจียเฟิ่งเองก็ไม่อยากยุ่งมาก จึงปล่อยซื่อหงแล้วเดินตามอันจิ่วเม่ยออกไปอย่างเนือย ๆในห้องเหลือแค่ย่าอันกับซื่อหง เธอสูดหายใจลึก ๆ แล้วพูดกับซื่อหงว่า “ออกไปซะ! ถ้ากล้ามาอีก ฉันจะหักมือเธอทิ้ง”ซื่อหงกระตุกยิ้มเยาะ น ้าลายปนเลือดไหลออกจากมุมปาก
“ถุ้ย! ทำได้ก็ลองดู!” เธอพ่นคำพูดออกมาอย่างดูแคลน ก่อนจะเดินออกไปอย่างโอหัง แต่เพียงไม่กี่ก้าวความเจ็บปวดก็แล่นปราดไปทั่วร่าง บีบให้เธอต้องเดินกลับห้องตัวเองอย่างทุลักทุเลเมื่อแน่ใจว่าซื่อหงจากไปแล้ว ย่าอันรีบสาวเท้าไปล็อคประตูด้วยมือที่สั่นเทา จากนั้นก็รีบรุดเข้าหาเตียง หญิงชราค่อยๆ เปิดแผ่นไม้ลับบนเตียงออกอย่างระมัดระวังมือเหี่ยวย่นสั่นระริกขณะหยิบปิ่นหยกล ้าค่าที่