าน เธอรู้ดีว่าชาวบ้านลงทุนตั้งใจทำงานเก็บคะแนนกันมากขนาดไหนอันจิ่วเม่ยจึงตัดสินใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับซื่อหงอีกต่อไป แค่ย้ายไปอยู่บ้านใหม่ เธอก็ไม่ต้องเห็นหน้ายัยป้าบ้านี่อีกแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำให้เรื่องวุ่นวายไปมากกว่านี้ซื่อหงไม่คาดคิดว่าอันจิ่วเม่ยจะกล้าพูดตรงๆ แบบนี้ จึงรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา แต่ก็ยังแข็งข้อพูดว่า “มันเป็นความต ่าช้าของเพ่ยอิงเอง จะมาเกี่ยวอะไรกับฉัน? ฉันบอกเรื่องปิ่นหยกกับแกก็เพราะหวังดี แต่แกไม่รู้จักบุญคุณก็ช่างเถอะ! นังเด็กอกตัญญู!”พูดจบซื่อหง ก็เดินไปหยิบชามมาตักข้าว แล้วถือชามข้าวออกไปกินข้างนอกอย่างหัวเสียอันจิ่วเม่ยแอบยิ้มมุมปาก พอใจที่ไม่ต้องเห็นหน้าอีกฝ่ายตอนกินข้าว พลางก่นด่าในใจ ‘ฮึ! คนชั่ว ๆ อย่างแกน่ะ ไปให้พ้นชีวิฉันเลยจะดีมาก ยัยป้ามหาปะลัย!’
หลังจากมื้ออาหารที่เงียบงันชวนอึดอัด ย่าอันพยายามจะเปิดประเด็นสนทนากับอันจิ่วเม่ยหลายครั้ง แต่หลานสาวกลับนิ่งเฉยราวกับไม่ได้ยินทำเอาย่าอันใจฝ่อไปตาม ๆ กัน ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากถาม พอกินข้าวเสร็จ ย่าอันก็รีบลุกกลับห้องของตัวเองทันที ราวกับหนีอะไรบางอย่างบรรยากาศที่ตึงเครียดทำให้หลี่เจียเฟิ่งต้องยื่นมือเข้ามาช่วยคลี่คลาย “ดูเหมือนคุณย่าของเธอมีอะไรจะพูดกับเธอนะ ลองไปถามท่านดูสิ บางทีอาจจะได้ของขวัญชิ้นโตก็ได้”เขาแหย่อย่างเป็นมิตร หวังให้อารมณ์ดีขึ้นบ้างอันจิ่วเม่ยส่ายหน้าดิก ตอบกลับอย่างไม่สนใจ “ถ้าท่านมีอะไรจะพ