บปวดที่ได้รับสายตาคู่นั้น แต่เธอก็ต้องแสร้งทำเป็นเข้มแข็งและไม่สนใจ“ไม่เป็นไร เจียเฟิ่งไปทำธุระเถอะ ย่าทำเองได้ ส่วนจิ่วเม่ย…ช่วยปลอบเธอหน่อยนะ” จากนั้นย่าอันก็เดินหนีไปทันที ไม่รอฟังคำตอบจากหลี่เจียเฟิ่งหลี่เจียเฟิ่งมองตามแผ่นหลังที่โค้งงอของย่าอันด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะกลับเข้ามาในครัว เขาเห็นอันจิ่วเม่ยกำลังกินบะหมี่อย่างดุเดือด ราวกับจะระบายความโกรธใส่อาหารในชาม“ฉันรู้ว่าเธอโกรธ แต่ย่าตัดใจไม่ได้ เธอก็อย่าไปบังคับท่านเลยนี่ก็ถือเป็นสิ่งที่ท่านพอจะทำได้ ถ้าได้ทำแล้วท่านจะรู้สึกสบายใจขึ้น”หลี่เจียเฟิ่งพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยน ้าเสียงนุ่มนวล
แต่อันจิ่วเม่ยก็ยังไม่ยอมลดราวาศอก เธอวางตะเกียบลงแรง ๆแล้วหันมามองหลี่เจียเฟิ่งด้วยดวงตาวาวโรจน์“ย่าสบายใจ แต่ความรู้สึกของฉันไม่ต้องสนใจแล้วหรือไง?”หลี่เจียเฟิ่งถอนหายใจเบา ๆ เขารู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคลี่คลาย ความขัดแย้งระหว่างย่าและหลานกำลังลุกลามใหญ่โต และเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดในครัวเสียงมีดพร้าที่กำลังฟันไม้ก็ดังมาแว่ว ๆ จากนอกบ้าน บอกได้ทันทีว่าย่าอันกำลังลงมือหาหน่อไม้จริง ๆเสียงมีดพร้าแต่ละครั้งที่ดังขึ้น ยิ่งตอกย ้าความรู้สึกสงสารเจ้าของร่างเดิมในหัวใจของอันจิ่วเม่ย ชีวิตของเธอช่างน่าเวทนาจริงๆแค่ได้ชื่อว่าเป็นตัวประกอบมันก็น่าสงสารพอแล้ว ยังจะถูกซื่อหงนางร้ายคนนั้น