อันจิ่วเม่ยรู้สึกโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก เธอยิ้มอย่างผ่อนคลาย “พวกเราไปด้วยกัน”หลี่เจียเฟิ่งพยักหน้า จากนั้นก็เริ่มจัดข้าวของที่ตัวเองขนมา เขาเตรียมปูที่นอนคืนแรกของการอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน หลี่เจียเฟิ่งเลือกที่จะนอนพื้นไม้แข็งแทนเตียงนุ่ม ทำเอาอันจิ่วเม่ยประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็อดชื่นชมในน ้าใจของเขาไม่ได้รุ่งเช้า เสียงร้องของไก่สนั่นบ้านของซื่อปลุก อันจิ่วเม่ยตื่นขึ้นมางัวเงีย แต่พอเห็นว่าหลี่เจียเฟิ่งไม่ได้อยู่ที่เดิม ความง่วงก็หายเป็นปลิดทิ้ง!ในขณะที่อันจิ่วเม่ยกำลังจะออกไปตามหลี่เจียเฟิ่ง ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของซื่อหงที่หน้าประตู“จิ่วเม่ย หลี่เจียเฟิ่งเขาไปออกไปข้างนอกแต่เช้าแล้ว” ซื่อหงเอ่ยเสียงหวานอันจิ่วเม่ยถอยหลังไปก้าวหนึ่งเพื่อเว้นระยะห่างจากเธอ แล้วจ้องมองเธออย่างระแวดระวัง
“มีธุระอะไร?” อันจิ่วเม่ยถามเสียงเย็น พลางคิดในใจ ‘เมื่อวานยังอาละวาดโวยวายราวกับคนเสียสติ วันนี้กลับมายิ้มหวานใส่ มีแผนอะไรอีกล่ะเนี่ย’ซื่อหงยิ้มจนตาหยี “จิ่วเม่ยจ๋า ยังไงเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันนะ ต่อจากนี้มากินข้าวด้วยกันเถอะ จะได้ประหยัดฟืนไง”อันจิ่วเม่ยกลอกตา ‘เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องมายิ้มหวานใส่เลยเหรอ’ทว่า สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นประตูห้องของอันตงหยางที่เปิดแง้มเอาไว้ ตั้งแต่เมื่อคืนที่เธอกลับมา ประตูห้องนั้นก็เปิดค้างอยู่แบบนั้น แถมยังไร้วี่แววของอันตงหยางอีกด้วยมุมป