แล้ว พูดเล่นกันสองสามคำจะเป็นอะไรไป? ”แต่หลี่เจียเฟิ่งยังคงยืนกรานเสียงแข็ง “ไม่ได้ครับ”“แก!” หลี่เฉินฟู่ตวาดลั่นหลี่เจียเฟิ่งถอนหายใจ “พอเถอะครับ เชิญพ่อกับแม่ทานอาหารเถอะ ผมมีเรื่องสำคัญจะคุย ส่วนเรื่องที่ผมจะคุย…พ่อกับแม่ก็เตรียมใจไว้หน่อยนะครับ”สิ้นคำ หลี่เจียเฟิ่งก็เดินนำออกไป ปล่อยให้คำพูดต่อว่าของพ่อลอยหายไปกับสายลม“อวดดี! มีเงินหน่อยทำเป็นลืมตัว” เสียงตะโกนของเฉินฟู่ดังลั่น“คุณ พูดเบา ๆ หน่อย” ชิวหรงปรามสามีเสียงเบา
ชิวหรงพูดกับสามีต่อ“เพราะคุณนั่นแหละ ที่ยอมให้มันเอาสมุดทะเบียนบ้านไป ยังไงซะตอนนี้ก็ต้องทนมันไปก่อน อย่างน้อย ๆ มันก็ยังส่งเงินมาให้ใช้ทุกเดือน คุณอย่าลืมนะว่าถ้าไม่มีไอ้เด็กนั่น เราจะเอาอะไรกิน”หลายปีมานี้คนในบ้านถูกตามใจจนเคยตัว ไม่ต้องทำอะไรก็มีข้าวกิน ทุกคนต่างพึ่งพาเงินที่หลี่เจียเฟิ่งส่งมา แม้จะไม่พอใจการกระทำของหลี่เจียเฟิ่งมากแค่ไหน ก็ได้แต่จำใจยอมหลี่เจียเฟิ่งพาอันจิ่วเม่ยไปนั่งร่วมโต๊ะกับเพื่อน ๆ เขาไม่อยากให้เธอต้องอึดอัดกับบรรยากาศตึงเครียดในครอบครัวอันจิ่วเม่ยรู้ดีว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นคนสำคัญของหลี่เจียเฟิ่ง หญิงสาวจึงวางตัวอย่างเป็นธรรมชาติ พูดคุยอย่างสุภาพ ไม่แสดงท่าทางเย่อหยิ่ง ทำให้พวกเขาต่างประทับใจในตัวอันจิ่วเม่ยมากหลังจากที่ทุกคนกินอิ่มเเล้ว หลี่เจียเฟิ่งก็พาอันจิ่วเม่ยไปหาเหวินฟู่ ผู้นำหมู่บ้าน“ลุงผู้นำหมู่บ้านครับ วันนี้ผมขอชวนทุกคนมาเป็น