าวในขณะเดียวกันก็กล่าวปลอบลูกน้อยไปด้วย เช่นเดียวกับผู้เป็นย่าที่ยกมือลูบหลังของหลานตัวเล็กอย่างเป็นห่วง
หยูเจียงผู้อยากจะขึ้นไปโอบกอดลูกสาวใจแทบขาดได้แต่ยืนรอด้วยความอดทน จนเมื่อเขาได้ยินเสียงของบุตรสาวอันเป็นที่รักชายหนุ่มจึงได้วางใจของตนลงในที่สุด
เช้าวันต่อมา หนิงอันผู้มีดวงตาคล้ายมีแพนด้า จึงได้เดินโงนเงนซ้ายขวามาหาผู้ที่ตนนึกชังที่เป็นต้นเหตุทำให้นางฝันร้าย
“ท่านอา ข้าตกลงจะฝึกวรยุทธ์กับท่าน แต่ท่านต้องรับปากข้าว่า ข้าคนนี้จะต้องเก่งจนสามารถปกป้องคนใน61
ครอบครัวได้ ไม่เช่นนั้นท่านอย่าหวังจะได้อยู่อย่างสงบ” เด็กเด็กหญิงวัยสี่ขวบกล่าวอย่างโอหัง
“จะ….เจ้ากล้าสบประมาทข้าอย่างนั้นเหรอ ได้! ข้าคนนี้รับปากหากเจ้าไม่เก่งข้ายินดีเป็นวัวเป็นม้าให้เจ้าเลย แต่เจ้าอย่ามาร้องขอความเมตตาทีหลังก็แล้วกันหึหึ” ยงเผยหัวเราะในลำคอสีหน้าแฝงความเจ้าเล่ห์
หากหนิงอันรู้ว่าคำพูดของตนทำให้นางเข้าสู่ภาวะลำบากในภายหลัง นางคงจะไม่กล่าววาจาเช่นนั้นออกไปอย่างแน่นอน
ท่าทางของชายหนุ่มหนวดรกได้ทำให้หนิงอันรวมถึงศิษย์ทั้งสองของเขามีสีหน้าหวาดหวั่นขนอ่อนตั้งชัน
หลังกินมื้อเช้าเรียบร้อย การเดินทางของครอบครัวหยูกับการเริ่มชีวิตใหม่จึงได้เริ่มขึ้น ยงเผยพาพวกเขามายังเมืองซานไห่แม้เมืองนี้จะไม่ใหญ่โตเหมือนเมืองหลวงแต่ก็ไม่เล็ก
“ท่านจะอยู่ในเมืองหรือจะไปอยู่นอกเมืองดี” ยงเผยเอ่ยถามหยูเจียงในระหว่างที่รอทหารตรวจคนเข้า