ึงเมืองของเรา”
ในขณะที่นางป๋ายกำลังเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มผู้มีความกตัญsูด้วยความชื่นชม ซึ่งผิดกับชายหนุ่มอีกคนที่ตอนนี้79
กำลังร้องโอดครวญเล่าความเท็จฟ้องบิดามารดาของตนด้วยนํ้าตานองผิดกับนิสัยของบุรุษทั่วไป “ท่านพี่ ลูกของเราถูกรังแกแบบนี้ ท่านห้ามนิ่งดูดายนะเจ้าคะ” หญิงวัยกลางคนมารดาของชายคนนี้จีบปากจีบคอพูดขึ้น พลางนำผ้าเช็ดหน้ายกขึ้นมาซับนํ้าตา
ชายวัยกลางคนปรายตามองทั้งภรรยากับบุตรด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ “ไม่ใช่เจ้าไม่รู้นิสัยบุตรของตน ข้าว่าเรื่องนี้คงต้องฟังความทั้งสองฝั่ง เจ้ามีหลักฐานอันใดหรือไม่ที่บอกว่าตนถูกรังแก”
คำถามของบิดาทำให้ชายหนุ่มผู้นอนควํ่าหน้าอยู่กับเตียงแสร้งร้องโหยหวนขึ้นทันที “เจ็บแผล ข้าเจ็บขอรับ ท่านพ่อไม่เห็นหรือว่าข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว ยังมาถามเช่นนี้อีก”
ผู้เป็นแม่รีบเดินเข้าไปโอ๋เขาทันทีอย่างกับว่าบุตรคนนี้เป็นเด็กตัวน้อยทั้ง ๆ ที่ลูกชายของตนอายุยี่สิบและแต่งภรรยาแล้ว
ชายวัยกลางคนถอนใจอย่างระอา ก่อนที่เขาจะเดินออกมาจากห้องนอนของผู้เป็นลูก เพื่อสอบถามกับคนติดตาม80
ของบุตรชายและเมื่อได้ยินความจริงใบหน้าของเจ้าตัวก็แปรเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้ง
“เจ้าลูกคนนี้ มันเหลวไหลใหญ่แล้ว พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าแม่นางน้อยผู้นั้นเป็นใคร แต่เดี๋ยวนะ จะ….เจ้าบอกว่านางมีเสือหมี และหมาป่าอย่างนั้นหรือ” ชายวัยกลางคนสบถออกมาเสียงดัง
และเมื่อเขาคิดทบทวนสิ่งที่บ่าวรับใช้พูด ใบหน้าของคนผู้น