ะนั้นก็ไม่มีผู้ใดรู้สึกผิดสังเกต ยกเว้นเพียงชายหนุ่มผู้มีใบหน้าประดุจหยกที่นั่งอยู่บนหลังม้ามองนางอยู่ไกล ๆ
“หลินเจ๋ เจ้าไปนำทองของเรามาสักหนึ่งหมื่นตำลึงส่งตรงไปให้ หนิงอันและไปจัดเตรียมของขวัญมาแสดงความยินดีกับท่านอาหยูด้วย” เหลียนเซียวมู่ตงพูดขึ้นอย่างใจปํ้าก่อนที่จะชักม้าให้เดินตรงไปทางบ้านหยูหลังจากคล้อยหลังขบวนของขันที
“ท่านอาหยูข้ายินดีกับตำแหน่งเสนาบดีสำนักตรวจราชการด้วยนะขอรับ ส่วนหนิงอันข้าเองก็ยินดีด้วยกับตำแหน่ง340
นักปราชญ์หญิงคนแรกแห่งแผ่นดิน” หนิงอันทำเพียงส่งค้อนให้เขา
“ใช่ท่านไม่รู้เรื่องของข้าซะเมื่อไหร่ ว่าแต่ท่านมาที่นี่มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ ข้าหวังว่าท่านซื่อจื่อคงจะไม่ได้มีเรื่องมาให้ข้าช่วยอีกหรอกนะ”
“หยูหนิงอัน” หยวนฟานเอ่ยชื่อเต็มของบุตรสาวเป็นการเตือน หนิงอันจึงส่งยิ้มแหยไปทางมารดา
“ท่านอาหญิงหยูอย่าได้ตำหนินางเลยขอรับ เป็นข้ามาที่นี่เพราะมีเรื่องให้นางช่วยจริงนั่นแหละ” เหลียนเซียวมู่ตงกล่าวแก้ตัวให้เด็กสาวที่ทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมต่อหน้ามารดา
“เจ้าก็อย่าแก้ตัวให้นางบ่อยนักเลย หากเจ้ามีธุระก็ไปสนทนากันเถอะ” หยวนฟานพูดขึ้นอย่างอ่อนใจ
“ขอบพระคุณท่านอาหญิงหยูขอรับ”
คล้อยหลังผู้ใหญ่บ้านหยูชายหนุ่มจึงหันหน้ามาทางเด็กสาวที่กำลังทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ข้างตัว
“ข้าพาเจ้าไปทุ่งดอกไม้นอกเมืองดีหรือไม่ ให้เจ้าพวกนั้นได้เปิดหูเปิดตากันบ้าง” เหลียนเซียวมู่ตงกล่าวชวนเนื่