เมืองได้ด้วยหรือ” อันอันถามเขาอย่างตื่นเต้น“ย่อมได้แต่ต้องไม่เร็วนัก” เด็กชายตอบด้วยรอยยิ้มทำให้ใบหน้าของเขาดูน่ามองมากกว่าในวัยสิบปีเป็นอย่างมาก359
ด้วยความปากไวของอันอันนางจึงได้ทักเขาออกไป“พี่ชายด้วยใบหน้านี้ของท่านข้าเกรงว่าอีกสองปีหน้าจวนของท่านคงจะเรียบลื่นเป็นเงางาม” คำพูดนี้ทำให้ผู้ฟังอย่างเหลียนเซียวมู่ตงไม่เข้าใจแต่สำหรับองครักษ์ของเจ้าตัวนั้นกลับกลั้นขำเอาไว้ไม่ได้ทำให้ผู้เป็นนายหันมองหน้าเขาดวงตาขุ่นขวาง “เจ้าหัวเราะอะไร”
“เปล่าขอรับข้าน้อยเพียงแต่นึกเรื่องขำขันขึ้นมาได้เพียงเท่านั้นใช่ไหมเสี่ยวอู่” หลินเจ๋เอาศอกสะกิดถามคู่หู
ทว่าสายตาที่ได้รับตอบมานั้นแปลได้ว่า (เจ้าอย่าลากข้าเข้าไปเกี่ยวได้หรือไม่ดูสายตาของคุณชายสิช่างน่ากลัวยิ่ง)
ในขณะที่หลินเจ๋กำลังหาทางรอดให้ตัวเองเสียงเล็กของหนิงอันก็เปรียบเหมือนระฆังช่วยชีวิตตน “พี่ชายเรารีบไปกันเถอะข้าจะนั่งม้าตัวเดียวกับท่านเพราะข้ายังไม่เคยหัดขี่ม้า”
เด็กชายจึงได้หันมาทางใบหน้าน้อยของคนพูดที่ดึงปลายแขนเสื้อของตน360
หลินเจ๋กำลังจะพรูลมหายใจออกมาทว่า “นับตั้งแต่วันพรุ่งเจ้าไปเก็บขี้ม้าสักสามวันก็แล้วกัน” คำพูดนี้เป็นดั่งนํ้าเย็นรดศีรษะของเขา
แต่สำหรับอันอันนั้นไม่ปล่อยผ่าน ดังนั้นนางจึงถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พี่ชายคอกม้าของท่านใหญ่หรือไม่และมีขี้ม้ามากน้อยเพียงใดอีกทั้งมูลเหล่านั้นจัดการอย่างไร”
คำถามของคนตัวเล็กทำให้เด