าจารย์ก็คิดนะว่าไฉนบรรลุเซียนแล้วจึงเหนื่อยขนาดนี้ เหตุใดเป็นเซียนแล้วจึงไร้ความสุขเหมือนเดิม กระทั่งอยากทิ้งทุกสิ่ง ออกสัญจรโลกหล้า รอวันตายไปเสียเดี๋ยวนี้”
“แต่อาจารย์ไม่ยอมแพ้ หลังจากบากบั่นลำบากจนบรรลุเซียนไฉนต้องตายด้วย? อาจารย์ไม่เต็มใจเสียสถานะปัจจุบัน ไม่เต็มใจถูกปรมาจารย์เซียนคนอื่น ๆ เหยียบย ่าจนวันตาย ไม่ขอเป็นบุคคลปลายแถวไปตราบกาล!”
“ข้าอยากบากบั่นปีนป่าย กระเสือกกระสนเป็นปรมาจารย์เซียนระดับสูง อยากให้ผู้อื่นชื่นชมนับถือ อยากยืนเหนือศีรษะปวงชน ให้พวกเขาสรรเสริญ กลัวข้า ยำเกรงข้า!”
เสียงของเซี่ยเปิ่นจวินเปี่ยมความทะเยอทะยานและความไม่เต็มใจ เขาไม่เต็มใจกับความธรรมดา ไม่อยากเป็นบุคคลหางแถวต่อไป
“แม้ศาสตรามารจะเป็นสิ่งชั่วร้าย มันก็ช่วยอาจารย์ให้เป็นเซียนปฐพีที่แข็งแกร่งได้ ไม่ว่าอย่างไร อาจารย์ก็ต้องสร้างมัน!”
ขณะพูดติดลม เซี่ยเปิ่นจวินก็มิอาจควบคุมความปรารถนาจะทะลวงขอบเขตได้ เขานำธงค่ายกลออกมาสามผืน โยนมันไปรอบ ๆทั้งสอง เรียกใช้อักขระ กฎมิติทะยานเคลื่อน โอบล้อมทั้งคู่ไว้
นี่คือค่ายกลเคลื่อนย้ายแบบมีทิศทาง สามารถเคลื่อนย้ายสู่จุดที่ตั้งค่ายกลไว้ได้
เพียงพริบตา ทั้งสองก็หายวับไป
ภาพตรงหน้าเจียงผิงอันเคลื่อนผ่านเร็วจี๋ชั่วขณะ ก่อนจะมาปรากฏตัวในถ ้าแห่งหนึ่ง
เมื่อมองออกจากถ ้า โลกหล้านั้นมืดมิด บนฟ้ามีหนึ่งดวงตะวันที่ดูเหมือนใกล้ดับเต็มทีลอยอยู่ แสงจากมันแดงเข้ม แดนดินเบื้องล